![[ครบชุด] T0909131_น ดเดทก บเจ านายต วเอง](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260910_082154.jpg)
การเริ่มต้นการเดินทาง สู่โลกของตราตรีศูลในดินแดนอิตาลี
การเดินทางครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสเยือนถึงแดนรองเท้าบู๊ตอย่างอิตาลี ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งความหอมกรุ่นของกาแฟอิตาเลียน รสชาติอันแสนคุ้นเคยของไอศกรีมเจลาโต้ และอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับสูงภายใต้กลุ่ม Fiat Chrysler Automobiles (FCA)
ในปี 2016 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นจุดเริ่มต้นในการรับมอบสิทธิการเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Maserati จากอิตาลี โดยบริษัท MGC Asia หรือกลุ่ม Millenium ซึ่งทำให้แบรนด์ตรีศูลกลับมาโลดแล่นในไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อให้คนไทยได้รู้จักกับแบรนด์ Maserati มากขึ้น MGC Asia จึงได้จัดทริปสุดพิเศษนี้ เพื่อพาคณะสื่อมวลชนและกลุ่ม VIP ไปเยี่ยมชมแหล่งกำเนิดของแบรนด์ในประเทศอิตาลี ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกที่ผมจะได้สัมผัสรากเหง้าของแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมอย่างใกล้ชิด เพราะหลายสถานที่ในกำหนดการทริปนี้ แม้แต่การเดินทางมาเองก็อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
สถานที่สำคัญ: สำนักงานใหญ่และโรงงาน Maserati
ทันทีที่เดินทางมาถึงสนามบิน Bologna ประเทศอิตาลี เราได้เริ่มต้นทริปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่และโรงงานของ Maserati ที่ตั้งอยู่ที่ Viale Ciro Menotti 322 ในเมือง Modena พื้นที่แห่งนี้เป็นโรงงานเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1939 ที่เคยมีกำลังการผลิตเพียงไม่เกิน 500 คันต่อปี อาคารทรงสูง 9 ชั้น ซึ่งรวมถึงสำนักงาน โชว์รูมขนาดใหญ่ และอาคารจอดรถ ได้เริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 1997 ซึ่งเป็นช่วงที่ Ferrari คู่แข่งเก่าแก่ ได้เข้ามาร่วมกอบกู้และบริหารกิจการ Maserati ในนามกลุ่ม Ferrari-Maserati
ในวันที่เราได้เดินทางไปเยี่ยมชม มีรถยนต์หลายรุ่นจัดแสดงอย่างโดดเด่น ทั้ง Maserati Gran Cabrio ที่อยู่บนแท่นวงแหวนยักษ์สีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นสีประจำแบรนด์ Maserati รวมถึงรถยนต์ SUV รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Maserati Levante S และรถแข่งรุ่นดังอย่าง Maserati MC12 Corsa ปี 2006 ซึ่งมีจำนวนผลิตเพียง 12 คันในโลก (และอีก 3 คันสำหรับรถทดสอบและโปรโมท)
MC12 Corsa เป็นรถแข่งเวอร์ชันพิเศษสำหรับรายการแข่งรถตามกฎของสมาพันธ์กีฬาแข่งรถนานาชาติ (FIA) ในรุ่น GT ตัวรถได้รับการออกแบบโดย Frank Stephenson หัวหน้าฝ่ายออกแบบแนวคิดของกลุ่ม Ferrari-Maserati มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 65 องศา DOHC 48 วาล์ว ขนาด 5,998 ซีซี รหัส M144A ที่มีอัตราส่วนกำลังอัด 11.2:1 ระบบอ่างน้ำมันเครื่องแบบ Dry Sump ที่พัฒนาต่อยอดมาจากพื้นฐานเครื่องยนต์รุ่น Tipo F140 ที่ใช้ในรถยนต์ Ferrari Enzo
รถแข่งคันนี้ มีกำลังสูงสุดถึง 755 แรงม้า (PS) ที่ 8,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 710 นิวตันเมตร (72.3 กก.-ม.) ที่ 6,000 รอบ/นาที เปิดตัวออกขายครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2006 ในราคา 1 ล้านยูโร แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ตัวแทนจำหน่ายของ Maserati ในสหรัฐอเมริกามีการประกาศราคาขายต่อของรถแข่งคันนี้ (Used Cars) ไว้สูงถึง 3 ล้านยูโร! ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการขับในสนามแข่งขันส่วนบุคคล หรือการจัดแสดงในงานของ Maserati เท่านั้น และไม่ได้ผ่านการอนุญาต (homologated) เพื่อการใช้งานบนถนนหรือการแข่งขันใดๆ ทั้งสิ้น
นอกจากจะมีการจัดแสดงเครื่องยนต์รุ่นสำคัญและโครงสร้างเฟรมตัวถังของรถแข่งรุ่นเก่าแล้ว ยังมีร้านขายของที่ระลึก Maserati Collection Shop ซึ่งจำหน่ายสินค้าตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ ไปจนถึงหนังสือขนาดใหญ่เกี่ยวกับแบรนด์ Maserati อีกด้วย
การเยี่ยมชม Panini Museum: ฟาร์มชีสและมรดกทางรถยนต์
จากนั้น เราได้เดินทางไปยังฟาร์ม Hombre ซึ่งเป็นผู้ผลิตชีสท้องถิ่นชื่อ Parmigiano Reggiano แม้ว่าการมาเยี่ยมชมฟาร์มที่มีโรงเลี้ยงวัวและโรงบ่มชีสขนาดเล็ก ซึ่งมีกลิ่นชีสคละคลุ้ง จะดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับทริปเกี่ยวกับรถยนต์ แต่เหตุผลก็คือ ที่นี่เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์รถยนต์ส่วนตัวของ Umberto Panini เจ้าของโรงงานทำชีสแห่งนี้
Umberto Panini เป็นผู้ที่หลงใหลในรถยนต์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะแบรนด์ Maserati เขามีความเชี่ยวชาญในการสะสมรถยนต์สปอร์ตรุ่นเก่าๆ ของ Maserati ถึง 22 คัน โดยรายการรถยนต์ที่จัดแสดงประกอบด้วย
1934 Maserati 6C 34
1936 Maserati 6CM
1953 Maserati A6GCS 53 “Berlinetta”
1954 Maserati A6G 54 2000 Allemanno
1957 Maserati 250F V12 รุ่นที่องค์ชายพีระฯ ใช้คว้าชัยชนะในสนามแข่งระดับโลก
1958 Maserati 3500 GT
1958 Maserati TIPO 420/M/58 ELDORADO
1961 Maserati TIPO 61 BIRDCAGE DROGO
1961 Maserati TIPO 63 V12 Serenissima
1965 Maserati MISTRAL Coupe
1968 Maserati GHIBLI Coupe
1968 Maserati SIMUN Prototipo
1970 Maserati GHIBLI Spyder
1971 Maserati BORA
1974 Maserati TIPO 124 Italdesign Prototipo
1975 Maserati KHAMSIN
1980 Maserati MERAK SS Turbo Prototipo (รถสีเหลือง)
1989 Maserati QUATTROPORTE Royale (รถเก๋งสีเทาข้างรถ Merak)
1990 Maserati CHUBASCO Prototipo (รถสีแดงบนชั้น 2)
1991 Maserati BARCHETTA Stradale Maquette
1996 Maserati GHIBLI Open Cup
2002 Maserati 3200 GT Trofeo
นอกจากนี้ ที่พิพิธภัณฑ์ยังมีรถยนต์รุ่นหายากอื่นๆ ในอดีต เช่น Cadillac Limousine 355 จากสำนักวาติกัน, Mercedes Benz 300SL Gullwing, รถยนต์ Fiat, Alfa Romeo และ Lancia หลากหลายรุ่น รถต้นแบบ และจักรยานยนต์โบราณจากหลากหลายยี่ห้อ รวมถึงจักรยานยนต์ Maserati อีกด้วย
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเก็บรักษาบรรดารถยนต์รุ่นหายากเหล่านี้ แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้รถยนต์เหล่านี้ต้องถูกนำไปประมูลขาย
เรื่องราวมีอยู่ว่า ในเดือนพฤษภาคม 1993 กลุ่ม FIAT ได้เข้าซื้อกิจการ Maserati จากบริษัท DeTomaso ทำให้รถยนต์ในคอลเลคชันเหล่านี้ทั้งหมดถูกส่งไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ของบริษัท รวมถึงงาน Bologna Motor Show ในเดือนธันวาคม 1994
แต่แล้วในเดือนกรกฎาคม 1996 DeTomaso ได้ยืนยันสิทธิ์ว่า Maserati ต้องส่งมอบรถยนต์และเครื่องยนต์ในพิพิธภัณฑ์ของตนคืนให้กับเขา Maserati มีงบประมาณเพียงพอที่จะซื้อรถยนต์บางส่วนและเครื่องยนต์อีก 15 รายการ ทำให้รถยนต์ทั้ง 19 คันจะต้องถูกนำไปประมูลขายที่ Brook Auction House ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายในวันที่ 2 ธันวาคม 1996
เมื่อข่าวนี้ทราบถึงเทศบาลเมือง Modena จึงเกิดการรวมตัวเพื่อหาทางออก Walter Veltroni รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้น นายกเทศมนตรีเมือง Modena Giuliano Barbolini และภาคเอกชนหลายราย ต่างร่วมกันหาทางออกเพื่อป้องกันไม่ให้สมบัติประจำเมืองเหล่านี้ต้องถูกนำไปประมูลขาย
Umberto Panini เจ้าของกิจการสิ่งพิมพ์ ซึ่งต่อมาได้ขายกิจการดังกล่าวและก่อตั้งฟาร์ม Hombre ขึ้นมา เขาคือผู้ที่เข้ามาช่วยรักษาบรรดารถยนต์ Maserati รุ่นหายากเหล่านี้ไว้ให้พ้นจากการประมูลในลอนดอนได้อย่างทันท่วงที เขาตัดสินใจซื้อรถทั้งหมดนี้ก่อนการประมูลไม่นานนัก และในที่สุด ครอบครัว Panini ก็ได้เปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาเยี่ยมชม ศึกษาหาความรู้ และเป็นสถานที่รวมตัวของบรรดาคนรักแบรนด์ Maserati จากทั่วโลก
ผู้ที่สนใจเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ต้องทราบไว้ก่อนว่าพิพิธภัณฑ์จะเปิดให้เข้าชมได้เฉพาะเดือนมีนาคมถึงตุลาคมของทุกปีเท่านั้น (ปิดให้เข้าชมในเดือนมกราคม, กุมภาพันธ์, สิงหาคม, พฤศจิกายน และธันวาคม) และหากต้องการเข้าเยี่ยมชม แม้จะไม่มีการเก็บค่า