![[ครบชุด] T1009611_ขอข าวเหล อ แลกน ำตาท งออฟฟ ศ](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260918_133530.jpg)
แน่นอนครับ นี่คือบทความใหม่เกี่ยวกับ Maserati GranCabrio Folgore ที่เขียนขึ้นด้วยภาษาไทยอย่างเป็นทางการ โดยปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปี 2026 และรักษาเนื้อหาหลักของต้นฉบับพร้อมเสริมความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์เข้าไปเต็มเปี่ยม
MASERATI GRANCABRIO FOLGORE: ตำนานแห่งความแรงในร่างเปิดประทุนไฟฟ้ารุ่นใหม่ 2026
สำหรับวงการยนตรกรรมระดับโลกปี 2026 นี้ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของรถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์หรู ที่ค่ายผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำจากอิตาลีอย่าง Maserati (มาเซราตี) ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในขุมพลังแห่งอนาคต ด้วยการเปิดตัวรถสปอร์ตเปิดประทุนที่ถือเป็นนิยามใหม่ของคำว่า “ความเร็วแบบไร้มลพิษ” อย่างแท้จริง นั่นคือ Maserati GranCabrio Folgore (มาเซราตี กรันกาบริโอ โฟลโกเร)
ภายใต้สัญลักษณ์ “ตรีศูล” ที่เป็นเครื่องหมายการค้ามายาวนานกว่าศตวรรษ นับตั้งแต่ปี 1914 Maserati ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งความหรูหราและสมรรถนะสูงมาโดยตลอด ประสบการณ์อันยาวนานในการผลิตรถสปอร์ตเปิดประทุนของค่ายนี้เริ่มต้นตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม โดยเฉพาะรถรุ่น MASERATI 4CS ที่เปิดตัวไปในปี 1931 และถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของความหรูหราที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับรถเปิดประทุนที่อยู่ในสายการผลิตปัจจุบัน มาเซราตีได้นำเสนออนุกรมที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันสง่างามอย่าง MASERATI GRANCABRIO (มาเซราตี กรันกาบริโอ) ซึ่งเป็นรถสปอร์ต 2 ประตู 4 ที่นั่ง ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาควบคู่ไปกับรถคูเป้ MASERATI GRANTURISMO (มาเซราตี กรันตูริสโม) รุ่นดั้งเดิม รถยนต์รุ่นแรกของตระกูลนี้ได้เริ่มการจำหน่ายตั้งแต่ปี 2010 และได้รับความนิยมอย่างสูงจนกระทั่งสิ้นสุดสายการผลิตในปี 2019 หลังจากหยุดพักการผลิตไปนานกว่าครึ่งทศวรรษ มาเซราตีได้นำชื่อรุ่นอันเป็นตำนานกลับมาอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกลับมาของรถสปอร์ตแบบเดิมๆ แต่เป็นการปฏิวัติวงการสู่ยุคใหม่ที่ไร้ข้อจำกัด
การกลับมาของ “ตรีศูล” ในยุคแห่งพลังไฟฟ้า
เพื่อตอบรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก มาเซราตีได้เปิดตัวรถยนต์เปิดประทุนรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง MASERATI GRANCA BRIO TROFEO (มาเซราตี กรันกาบริโอ ตโรเฟโอ) ในปีมังกรไฟ 29 กุมภาพันธ์ 2024 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแบรนด์ โดยรถรุ่นนี้มาพร้อมกับขนาดตัวถังที่ใหญ่โตอย่างมีสง่าราศี ประกอบด้วยมิติตัวถังยาว 4.966 เมตร กว้าง 1.957 เมตร และสูง 1.365 เมตร จุดเด่นที่ทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นคือการติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน V6 ขนาด 2,992 ซีซี ซึ่งให้กำลังสูงถึง 399 กิโลวัตต์ หรือ 542 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างรวดเร็วภายใน 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 316 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งโมเดลที่ถูกพัฒนาขึ้นพร้อมๆ กัน และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ คือ MASERATI GRANCA BRIO FOLGORE (มาเซราตี กรันกาบริโอ โฟลโกเร) ซึ่งถือเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้า (BEV) รุ่นแรกของบริษัทที่เปิดตัวในช่วงกลางเดือนเมษายน 2024 ในทวีปยุโรป พร้อมคำประกาศอันทรงเกียรติว่า นี่คือรถเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของมาเซราตีในการเป็นผู้นำด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีในโลกยานยนต์แห่งอนาคต
นวัตกรรมจากสนามแข่ง Formula E สู่รถหรูบนท้องถนน
ค่าย “ตรีศูล” ได้ใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ได้รับจากการเข้าร่วมแข่งขันรถพลังงานไฟฟ้า FORMULA E (ฟอร์มูลา อี) มาต่อยอดในการออกแบบและพัฒนารถรุ่นใหม่นี้ให้มีความเหนือชั้น โดยรถ GranCabrio Folgore ใช้ขุมพลังไฟฟ้า 100% โดยมีขนาดตัวถังที่เท่าเทียมกับรุ่นเบนซิน คือ ยาว 4.966 เมตร กว้าง 1.957 เมตร และสูง 1.365 เมตร ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ขนาดกำลัง 300 กิโลวัตต์ หรือ 408 แรงม้า (ติดตั้งด้านหน้า 1 ตัว และด้านหลัง 2 ตัว) ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 1 จังหวะ และติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน (Li-ion) ขนาดความจุรวม 92.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง (ความจุใช้งาน 83 กิโลวัตต์ชั่วโมง)
รถยนต์รุ่นนี้สามารถส่งกำลังรวมสูงสุดได้ถึง 560 กิโลวัตต์ หรือ 762 แรงม้า ซึ่งหากมีการบูสต์กำลังสูงสุด จะสามารถเพิ่มกำลังขึ้นได้ถึง 610 กิโลวัตต์ หรือ 830 แรงม้า นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ MAX RANGE, GT, SPORT และ CORSA ซึ่งแต่ละโหมดจะให้ประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนสมรรถนะให้เข้ากับความต้องการและสภาพถนนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ประสิทธิภาพและระยะทางการขับขี่แห่งอนาคต
สำหรับข้อมูลสมรรถนะความเร็วและระยะทางการขับขี่นั้น จากสถิติที่ทางผู้ผลิตระบุไว้ พบว่ารถยนต์รุ่นนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 2.8 วินาที ซึ่งเป็นอัตราที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถสปอร์ตเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งยังสามารถเร่งความเร็วจาก 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในระยะเวลา 9.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในด้านระบบเบรก รถยนต์รุ่นนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยสามารถหยุดรถจากความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในระยะทางไม่ถึง 37 เมตร นอกจากนี้ ยังมีอัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยเพียง 22.4 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร และสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลถึง 447 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐานการวัดค่า WLTP (World Harmonized Light Vehicle Test Procedure) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
สำหรับอัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้านี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ซึ่งมาจากการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงของตัวมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว และขนาดความจุของแบตเตอรี่ที่ใหญ่พอสมควร หากพิจารณาถึงอัตราการสิ้นเปลืองดังกล่าวถือว่าดีกว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ในตลาดที่มีขนาดตัวถังใกล้เคียงกัน ทำให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางการวิ่งให้ต้องกังวลเรื่องระยะทางการวิ่งในแต่ละวัน
ความหรูหราและนวัตกรรมหลังคาผ้าแบบเปิด/ปิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
เช่นเดียวกับรถ GranCabrio ในรุ่นเครื่องยนต์สันดาป รถยนต์พลังงานไฟฟ้าโมเดลนี้ก็ได้มาพร้อมกับหลังคาผ้าแบบเปิด/ปิด ที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถเปิดหรือปิดได้ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเปิดประทุนใช้ระยะเวลาเพียง 14 วินาที ในขณะที่การปิดหลังคาจะใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย คือ 16 วินาที
หลังคาผ้าของรถรุ่นนี้ทำจากผ้าแฟบริคคุณภาพสูง และมีสีสันให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ สีดำ Black, สีฟ้า Blue Marine, สีเทา Titan Grey, สีครีมเทา Greige และสีแดง