![[ครบชุด] T1009619_ในกล องข าวน ซ อนอะไรไว ก นแน](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260918_133717.jpg)
MASERATI GRANCABRIO FOLGORE 2026: สุดยอดเปิดประทุนไฟฟ้า – เทคโนโลยีจาก Formula E
ตลาดรถหรูระดับพรีเมียมในประเทศไทยเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มรถไฟฟ้าสมรรถนะสูง และค่ายรถเก่าแก่อย่าง Maserati ก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมสมรภูมินี้ ล่าสุด Maserati เปิดตัว Maserati Grancabrio Folgore ซึ่งไม่ใช่แค่รถเปิดประทุนพลังไฟฟ้าธรรมดา แต่คือการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดจากสนามแข่ง Formula E มาสู่ท้องถนนอย่างแท้จริง บทความนี้จะเจาะลึกทุกรายละเอียดของรถซูเปอร์คาร์เปิดประทุนไฟฟ้าคันนี้ ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในวงการรถหรูและการตลาดมากว่าทศวรรษ เราจะมาวิเคราะห์กันว่ารถคันนี้มีดีอะไร และมันจะส่งผลต่อวงการรถหรูไทยในอนาคตอย่างไร
ความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ Maserati และจุดกำเนิดของ Grancabrio Folgore
Maserati (มาเซราตี) แบรนด์รถสปอร์ตระดับหรูจากประเทศอิตาลี ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1914 ภายใต้สัญลักษณ์ “ตรีศูล” ที่สื่อถึงความสง่างามและความท้าทาย ตลอดระยะเวลา 112 ปีที่ผ่านมา Maserati มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์รถสปอร์ตที่มีสมรรถนะเหนือชั้น และการออกแบบที่โดดเด่น หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของ Maserati คือ “รถเปิดประทุน” ซึ่งเป็นรถที่ผู้คนชื่นชอบในการขับขี่เพื่อสัมผัสอิสระและความหรูหรา
รถเปิดประทุนคันแรกของ Maserati คือรุ่น 4CS ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 1931 ส่วนในปัจจุบัน สายการผลิตรถเปิดประทุนของ Maserati มีเพียงรุ่นเดียว คือ Maserati Grancabrio ซึ่งออกแบบและพัฒนาร่วมกับรถคูเป Maserati Granturismo รถรุ่นนี้เริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2010 และได้หยุดสายการผลิตไปในปี 2019 เนื่องจากความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป และเป็นไปตามแผนการพัฒนารถยนต์แห่งอนาคตของแบรนด์
การยุติสายการผลิตครั้งนั้น ไม่ใช่จุดจบของ Maserati แต่เป็นเพียงการหยุดพักเพื่อก้าวไปสู่สิ่งใหม่ ในช่วงครึ่งทศวรรษหลังจากนั้น แบรนด์ Maserati ได้ทุ่มเทให้กับการพัฒนารถพลังไฟฟ้า โดยได้เรียนรู้จากความสำเร็จในการแข่งขัน Formula E (ฟอร์มูลา อี) ซึ่งเป็นการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าล้วนๆ นับตั้งแต่ปี 2019 เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาสู่รถยนต์สมรรถนะสูงสำหรับผู้บริโภค
จนกระทั่งในปีมังกรไฟ วันพฤหัสบดีที่ 29 กุมภาพันธ์ 2024 Maserati ได้เปิดตัวรถเปิดประทุนรุ่นใหม่สู่สายการผลิตอีกครั้งหนึ่ง และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากนักสะสมรถยนต์และผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะระดับสูง ในวันเปิดตัวครั้งแรก มีการนำเสนอกับรถเพียงรุ่นเดียว คือ Maserati Grancabrio Trofeo (มาเซราตี กรันกาบริโอ ตโรเฟโอ) ซึ่งเป็นรถเปิดประทุนพลังงานน้ำมันที่มีขนาดตัวถังยาว 4.966 เมตร กว้าง 1.957 เมตร และสูง 1.365 เมตร ติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน V6 สูบ 90 องศา ขนาด 2,992 ซีซี กำลังขับเคลื่อน 399 กิโลวัตต์ หรือ 542 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 316 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสำเร็จนี้เป็นรากฐานสำคัญของการมาถึงรถเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าในเวลาต่อมา
เปิดตัว Maserati Grancabrio Folgore – จุดเปลี่ยนของรถเปิดประทุนหรู
หลังจากประสบความสำเร็จกับ Maserati Grancabrio Trofeo แบรนด์ตรีศูลก็ได้เปิดตัวรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นที่ถือเป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือ Maserati Grancabrio Folgore (มาเซราตี กรันกาบริโอ โฟลโกเร) ที่เปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนเมษายน ปี 2024 ที่ผ่านมา การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของตลาดรถหรู เพราะนี่คือรถเปิดประทุนระดับพรีเมียมคันแรกของยุโรปที่ขับเคลื่อนด้วยระบบพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ และยังได้รับการขนานนามว่าเป็นรถเปิดประทุนพลังไฟฟ้าที่วิ่งได้เร็วที่สุดในตลาดขณะนั้นอีกด้วย
สำหรับคำว่า “Folgore” เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า “สายฟ้า” หรือ “ฟ้าผ่า” ซึ่งสื่อถึงความเร็วและพลังงานไฟฟ้าได้อย่างลงตัว ไม่ต่างจากมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่ใช้ในรถหรูสมัยใหม่ ซึ่งผู้ใช้มักจะมองหารถที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ฉับไวและล้ำสมัย
เทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ท้องถนน – ประสิทธิภาพระดับโลก
หนึ่งในความลับความสำเร็จของ Grancabrio Folgore คือการที่ Maserati เลือกใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์ตรงจากการแข่งขัน FORMULA E (ฟอร์มูลา อี) มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนารถคันนี้โดยตรง ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดในเรื่องของระบบการจัดการพลังงานและแบตเตอรี่ ซึ่งทำให้รถเปิดประทุนคันนี้สามารถทำสมรรถนะที่เหนือกว่ารถน้ำมันในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องอัตราเร่ง ที่ทำให้ผู้ขับรู้สึกเหมือนกำลังควบคุมสายฟ้าอยู่หลังพวงมาลัย
ในแง่ของตัวถัง Maserati Grancabrio Folgore มีขนาดมิติที่เท่ากันกับรุ่นน้ำมันทุกประการ คือ ยาว 4.966 เมตร กว้าง 1.957 เมตร และสูง 1.365 เมตร ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ผสมผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว มอเตอร์ตัวแรกอยู่ที่เพลาหน้า ขนาด 300 กิโลวัตต์ หรือ 408 แรงม้า ส่วนอีก 2 ตัวอยู่ที่เพลาหลัง เพื่อมอบแรงบิดสูงสุดและความมั่นคงในการเข้าโค้ง มอเตอร์ทั้ง 3 ตัวทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติความเร็วเดียว (1 จังหวะ) และใช้ชุดแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ความจุรวม 92.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง (ความจุใช้งาน 83 กิโลวัตต์ชั่วโมง) ทำให้รถรุ่นนี้สามารถผลิตกำลังรวมสูงสุดได้ถึง 560 กิโลวัตต์ หรือ 762 แรงม้า และสามารถเพิ่มกำลังได้สูงสุดถึง 610 กิโลวัตต์ หรือ 830 แรงม้า เมื่ออยู่ในโหมดบูสต์ (Boost Mode)
รถรุ่นนี้มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 แบบ ซึ่งผู้ขับสามารถเลือกได้ตามสถานการณ์และอารมณ์ในการขับขี่ ได้แก่ MAX RANGE (โหมดขับประหยัดพลังงาน), GT (โหมดขับเดินทาง), SPORT (โหมดขับสปอร์ต) และ CORSA (โหมดขับในสนามแข่ง) ซึ่งในแต่ละโหมดจะมีผลต่อกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า อัตราตอบสนองของคันเร่ง และเสียงที่ได้ยิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่รถสปอร์ตอย่างแท้จริง
การเปรียบเทียบสมรรถนะและราคา – ความคุ้มค่าที่ยากจะปฏิเสธ
จากข้อมูลของผู้ผลิต Maserati Grancabrio Folgore มีสมรรถนะที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 2.8 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วกว่ารถซูเปอร์คาร์น้ำมันส่วนใหญ่ในตลาดมาก ส่วนอัตราเร่ง 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 9.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ระบบเบรกยังสามารถหยุดรถจากความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้หยุดนิ่งได้โดยใช้ระยะทางไม่ถึง 37 เมตร สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของระบบมอเตอร์ไฟฟ้าและการออกแบบช่วงล่างของรถรุ่นนี้
สำหรับเรื่องของการประหยัดพลังงาน Maserati Grancabrio Folgore มีอัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 22.4 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร และสามารถวิ่งได้ไกล 447 กิโลเมตร เมื่อชาร์จไฟเต็ม 100% ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งถือว่าน่าประทับใจสำหรับรถสปอร์ตเปิดประทุนที่มีขนาดตัวถังขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริง อัตราเร่งและแรงบิดที่สูง อาจส่งผลต่อระยะทางการขับเคลื่อนที่