![[ครบชุด] T1009625_แหวนดอกหญ า พ ส จน ร กแท](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260918_133838.jpg)
Maserati Grancabrio Folgore 2026: สปอร์ตเปิดประทุนไฟฟ้าที่เร็วที่สุดแห่งทศวรรษนี้
สำหรับผู้ที่หลงใหลในยนตรกรรมความหรูหรา สัมผัสแห่งความสปอร์ตเปิดประทุน และพร้อมที่จะก้าวไปสู่ยุคใหม่แห่งสมรรถนะ เทคโนโลยี และความยั่งยืน Maserati Grancabrio Folgore คือตัวเลือกอันดับต้นๆ ในตลาดรถระดับไฮเอนด์ประจำปี 2026 ด้วยดีไซน์ที่คลาสสิกสง่างาม แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมระบบไฟฟ้าที่ทรงพลัง การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ของค่าย “ตรีศูล” ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนายานยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซกเมนต์รถสปอร์ตเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าอีกด้วย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับพรีเมียมมากว่า 10 ปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นกับวงการรถยนต์ แต่ความก้าวหน้าของรถสปอร์ตเปิดประทุนไฟฟ้า หรือ “Supercar Convertible” ในปี 2026 นั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษ Maserati Grancabrio Folgore ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคไฟฟ้าของ Maserati (Project 2025-2026) ถือเป็นรถที่มีศักยภาพสูงในการครองใจกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง มองหาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และต้องการสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่ารถน้ำมันในปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์แห่งความหรูหราและสมรรถนะของ Maserati
ก่อนจะเจาะลึกถึงรายละเอียดของ Maserati Grancabrio Folgore 2026 เราต้องย้อนกลับไปดูรากฐานอันยาวนานของ Maserati กันสักเล็กน้อย เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมรถคันนี้ถึงมีความพิเศษมากถึงเพียงนี้
บริษัท Maserati ก่อตั้งขึ้นในปี 1914 ณ เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี โดยพี่น้อง Maserati ทั้ง 6 คน ซึ่งมีความหลงใหลในการแข่งรถ และวิศวกรรมยานยนต์ จากจุดเริ่มต้นในโรงงานขนาดเล็กในย่านซาโน โซฟิ อัลลา ฟอร์เต็ตตา (Zanò Sòfia alla Fortetta) บริษัทได้ค่อยๆ พัฒนาตนเองจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์หรูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ตราสัญลักษณ์รูป “ตรีศูล” (Trident) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปปั้นเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความสง่างาม ความเร็ว และพลังตั้งแต่ปี 1920
Maserati มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการผลิตรถเปิดประทุน นับตั้งแต่รถเปิดประทุนรุ่นแรกในสายการผลิตอย่าง Maserati 4CS ซึ่งเปิดตัวในปี 1931 ก่อนจะกลับมาสู่ตลาดอีกครั้งในชื่อ Maserati Grancabrio ในปี 2010 โดยเป็นรถเปิดประทุน 2 ประตู 4 ที่นั่งที่พัฒนาเคียงคู่ไปกับรุ่นคูเปอย่าง Maserati GranTurismo รถทั้งสองรุ่นนี้ถือเป็นภาพลักษณ์ของความหรูหราแบบอิตาลีแท้ๆ เป็นรถที่ผสมผสานความสวยงามเหนือกาลเวลาเข้ากับสมรรถนะอันเร้าใจ
แม้รถรุ่นเดิมจะสิ้นสุดสายการผลิตไปในปี 2019 แต่แฟนๆ ของ Maserati ก็ยังคงรอคอยการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของรถเปิดประทุนอย่างใจจดใจจ่อ และทางค่ายเองก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง เมื่อ Maserati เปิดตัวรถรุ่นใหม่ในวันพิเศษของปีมังกรไฟ คือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2024 ซึ่งนอกจากจะมีรุ่นเบนซินอย่าง Maserati Grancabrio Trofeo แล้ว ยังมีการเปิดตัวรถยนต์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย นั่นคือ Maserati Grancabrio Folgore 2026
Maserati Grancabrio Folgore 2026: นิยามใหม่ของรถเปิดประทุนไฟฟ้า
การกลับมาของรถเปิดประทุนในสายการผลิตของ Maserati ในปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางของแบรนด์ในอนาคต ผู้บริหารของ Maserati ประกาศอย่างชัดเจนว่า นี่คือรถเปิดประทุนระดับหรูแบบแรกในยุโรปที่เป็น รถพลังงานไฟฟ้าล้วน (Pure Electric Convertibles) และในปัจจุบันยังเป็นรถเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลกอีกด้วย
การก้าวสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าของ Maserati ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แบรนด์นี้มีความได้เปรียบอย่างมากในการใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการแข่งขันระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเข้าร่วมการแข่งขัน FORMULA E ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Maserati Grancabrio Folgore 2026 ได้รับการออกแบบให้มีขนาดตัวถังเท่ากับรุ่นเบนซินทุกมิติ โดยมีความยาว 4.966 เมตร กว้าง 1.957 เมตร และสูง 1.365 เมตร น้ำหนักของรถอยู่ที่ประมาณ 2,340 กิโลกรัม แม้จะฟังดูหนักสำหรับรถเปิดประทุน แต่ด้วยสัดส่วนและรูปทรงที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ทำให้รถยังคงความคล่องตัวและสปอร์ตอย่างสมบูรณ์แบบ
ระบบขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป
สิ่งที่ทำให้ Maserati Grancabrio Folgore 2026 แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากรถยนต์เปิดประทุนทั่วไปคือ ระบบขับเคลื่อนออล-วีล (All-Wheel Drive) ซึ่งมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงถึง 3 ตัว มอเตอร์ตัวแรกติดตั้งอยู่ที่เพลาหน้าให้กำลัง 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า ส่วนมอเตอร์อีก 2 ตัวติดตั้งอยู่ที่เพลาหลัง ซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะการออกตัวและการควบคุม มอเตอร์ทั้ง 3 ตัวทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 1 จังหวะ และติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion) ความจุรวม 92.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง (ความจุใช้งาน 83 กิโลวัตต์ชั่วโมง)
ในเรื่องของพละกำลัง Maserati Grancabore Folgore 2026 ทำตัวเลขที่น่าทึ่งได้อย่างแท้จริง กำลังสูงสุดที่ทำได้คือ 560 กิโลวัตต์/762 แรงม้า และหากเลือกใช้โหมดบูสต์สูงสุด (Maximum Boost) กำลังจะพุ่งสูงถึง 610 กิโลวัตต์/830 แรงม้า ตัวเลขนี้เทียบเท่ากับรถสปอร์ตเปิดประทุนระดับซูเปอร์คาร์พลังงานไฮบริดหรือเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป
อัตราเร่งและประสิทธิภาพเหนือระดับ
ด้วยแรงม้าจำนวนมหาศาลนี้ Maserati Grancabrio Folgore 2026 จึงสามารถเร่งความเร็วได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยเวลาเพียง 2.8 วินาที ในการทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 9.1 วินาที ในการทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วสูงสุดทำได้ที่ 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับรถเปิดประทุนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
ด้านการหยุดรถ การเบรกจากความเร็ว 100-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้ระยะทางไม่ถึง 37 เมตร แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบเบรกที่ได้รับการปรับปรุงให้รองรับรถที่มีน้ำหนักมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระยะทางวิ่งและความประหยัดพลังงาน
ในขณะที่รถสปอร์ตเปิดประทุนทั่วไปมักมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูง แต่ Maserati Grancabrio Folgore 2026 กลับให้ตัวเลขที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน ด้วยอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟฟ้าเฉลี่ย 22.4 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร เมื่อชาร์จไฟเต็ม สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 447 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีมากสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงประเภทนี้
ความนุ่มนวลและความสะดวกสบายในการขับขี่
เช่นเดียวกับรุ่นเบนซิน Maserati Grancabrio Folgore 2026 ยังคงใช้ ประทุนหลังคาแบบอ่อน (Soft Top) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถเปิดประทุนที่ให้ความรู้สึกหรูหราและคลาสสิก การเปิด/ปิดประทุนสามารถทำได้โดยการกดปุ่ม และสามารถทำได้ในขณะที่รถยังวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเปิดประทุนใช้เวลา 14 วินาที ส่วนการปิดใช้เวลา 16 วินาที
สำหรับเรื่องสีของประทุนหลังคา Maserati Grancabrio Folgore 2