![[ครบชุด] T1809106_เม อร ว าเพ อนม เง น](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260918_134914.jpg)
Maserati เปิดตัว GranCabrio Folgore สปอร์ตเปิดประทุนแห่งโลกไฟฟ้า: คำตอบสำหรับผู้มองหาพลังและความหรูหราในปี 2026
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูในประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยการมาถึงของแบรนด์ไอคอนิกจากอิตาลีอย่าง Maserati ที่ประกาศศักดาแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ล่าสุด เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 110 ปีแห่งการก่อตั้งแบรนด์ ผนวกกับการมุ่งมั่นสู่ยุคแห่งยนตรกรรมไฟฟ้า 100% (BEV) อย่างเต็มตัว Maserati ได้จัดงาน “Folgore Day” ที่ประเทศอิตาลี เพื่อเปิดตัวไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ธง “Folgore” อย่างเป็นทางการ
ในงานดังกล่าว Maserati ไม่เพียงแต่จัดแสดงยนตรกรรมไฟฟ้าชั้นสูง อาทิ GranTurismo Folgore และ Grecale Folgore SUV เท่านั้น แต่ยังได้ฤกษ์เปิดตัวซูเปอร์สปอร์ตเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าอย่าง Maserati GranCabrio Folgore อย่างเป็นทางการ สร้างความตื่นเต้นและเสียงฮือฮาไปทั่วโลกยานยนต์ การมาถึงของ GranCabrio Folgore ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มทางเลือกใหม่ในตลาดรถหรู แต่เป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่า Maserati กำลังก้าวย่างเข้าสู่ทศวรรษใหม่แห่งการขับเคลื่อนที่ผสมผสานความล้ำสมัยของเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ากับจิตวิญญาณแห่งความเร็วและสุนทรียภาพสไตล์อิตาเลียนอย่างแท้จริง
ส่องรายละเอียดทางเทคนิคของ Maserati GranCabrio Folgore: ขุมพลังที่เกินกว่าจินตนาญการ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่มีสมรรถนะสูงและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ Maserati GranCabrio Folgore ถือเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นอย่างยิ่ง ด้วยการอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดจากค่ายสามง่าม ทำให้รถสปอร์ตเปิดประทุนคันนี้สามารถส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน
GranCabrio Folgore ได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจากชุดมอเตอร์ Tri-Motor แบบเดียวกับ GranTurismo Folgore ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับพละกำลังมหาศาล มอบกำลังสูงสุดถึง 761 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่น่าทึ่งถึง 1,350 นิวตันเมตร การส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ทำให้รถสามารถพุ่งทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้อย่างรวดเร็วถึงใจภายใน 2.8 วินาที เท่านั้น แม้จะต้องรับภาระน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการติดตั้งหลังคาผ้าประทุน แต่ประสิทธิภาพยังคงเต็มเปี่ยม
แบตเตอรี่ที่ใช้ใน GranCabrio Folgore เป็นแบบ T-Bone ขนาดความจุ 92.5 kWh (ใช้งานได้จริง 83 kWh) ซึ่งสถาปัตยกรรมแบตเตอรี่แบบ 800V ทำให้รองรับการชาร์จความเร็วสูงได้ดีเยี่ยม ด้วยอัตราการชาร์จ AC สูงสุดที่ 22kW และอัตราการชาร์จ DC สูงสุดที่ 270kW เพียงใช้เวลาชาร์จจาก 20% ถึง 80% ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วเพียง 18 นาที เท่านั้น ส่งผลให้ระยะทางขับขี่สูงสุดต่อการชาร์จอยู่ที่ประมาณ 451 กม. (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งถือเป็นระยะทางที่น่าพอใจสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับซูเปอร์สปอร์ต
สำหรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์เสียงในการขับขี่ Maserati ได้นำเสนอ “ระบบสร้างเสียงจำลอง” (Virtual Engine Sound) ที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวล้ำ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากระบบใน Abarth 500 ซึ่งช่วยจำลองเสียงคำรามของเครื่องยนต์สันดาปได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งภายในและภายนอกห้องโดยสาร เพื่อมอบสัมผัสแห่งความเร้าใจในแบบฉบับ Maserati อย่างแท้จริง แม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
การออกแบบภายใน: หรูหรา พิถีพิถัน และทันสมัย
ภายในห้องโดยสารของ Maserati GranCabrio Folgore ยังคงรักษาความหรูหราตามแบบฉบับของรถยนต์เปิดประทุน GranCabrio ไว้ได้อย่างครบถ้วน ด้วยการจัดวางที่นั่งแบบ 4 ที่นั่ง (2+2) ที่ให้ความสบายและความเป็นส่วนตัวสูง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาตรฐานมาครบครัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ระบบทำความร้อนที่คอ (Neck Warmer) เพื่อการขับขี่แบบเปิดประทุนได้อย่างสบายตลอดปี และระบบเครื่องเสียงคุณภาพสูงจากแบรนด์ Sonus faber ที่พร้อมมอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงและทรงพลัง
Maserati ยังเน้นย้ำถึงความใส่ใจในรายละเอียดด้วยการนำเสนอทางเลือกในการตกแต่งภายในที่หลากหลาย ทั้งสีสันและวัสดุ โดยเฉพาะการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “Econyl” ซึ่งผลิตจากวัสดุรีไซเคิล เช่น อวนจับปลา และพรมเก่า การนำเสนอทางเลือกนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Maserati ที่ต้องการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยไม่ต้องการเสียสละความหรูหราและสมรรถนะในการขับขี่
“Folgore Day” : การเฉลิมฉลองแห่งอดีตและอนาคตของ Maserati
งาน “Folgore Day” ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานเปิดตัวรถยนต์ใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 110 ปี แห่งการก่อตั้งแบรนด์ Maserati ที่เริ่มต้นขึ้นในเมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี และดำเนินงานภายใต้เครือข่ายบริษัท Stellantis งานนี้คือหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ “Trident” ได้ประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการในการก้าวเข้าสู่ยุคแห่งรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ BEV พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดออกมาสู่ตลาดให้ได้ภายในช่วงปี 2028 ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคจะได้เห็น Maserati เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในทุกเซกเมนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ Maserati ได้เปิดตัวรถสปอร์ตเรือธงอย่าง GranTurismo Folgore ไปแล้ว ตามมาด้วยรถ SUV อย่าง Grecale Folgore และที่กำลังจะมาถึงนี้คือรถยนต์เปิดประทุนไฟฟ้าอย่าง GranCabrio Folgore นอกจากนี้ยังมีแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Quattroporte และซูเปอร์สปอร์ตเปิดประทุนอย่าง GranCabrio ที่ก่อนหน้านี้เราได้เห็นรถต้นแบบพรางตัววิ่งบนท้องถนนอย่างแพร่หลายอีกด้วย
“Folgore Day” : จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่
นอกเหนือจากการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์แล้ว ในงาน “Folgore Day” Maserati ยังได้เปิดตัวแคมเปญการตลาดสุดพิเศษที่ใช้ชื่อว่า “It Turns You On” ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาของแบรนด์ที่ต้องการมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่าความคาดหวัง และจุดประกายความเร้าใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
“Folgore Day” คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่สำหรับ Maserati และสำหรับกลุ่มลูกค้าตลาดรถหรูที่ต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมกับตราสัญลักษณ์ตรีศูลอันทรงเกียรติ แบรนด์ได้ผนวกเอาคุณภาพสไตล์อิตาเลียนเข้ากับการประกอบที่ประณีต และงานฝีมือที่ซับซ้อน เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อส่งมอบสมรรถนะที่แรงเต็มพิกัดตามแบบฉบับของ Maserati อย่างแท้จริง
ในงานได้มีการอธิบายรายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับส่วนประกอบหลักของรถยนต์ไฟฟ้าในตระกูล Folgore ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างแชสซีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (Rolling Chassis) และระบบขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม Davide Grasso ซีอีโอของ Maserati ไม่ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า Maserati จะเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว 100% ในอนาคตอันใกล้นี้
ข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ: วิสัยทัศน์ที่แตกต่างแต่ทรงพลัง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยนตรกรรม ผมมองว่า Maserati เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งอย่างมากในการทำรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ไม่เพียงแต่จากชื่อเสียงในฐานะผู้ผลิตรถสปอร์ตที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเท่านั้น แต่ล่าสุดทีม Maserati MSG Racing ยังได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ Formula E รายการ 2024 Tokyo E-Prix ที่ประเทศญี่ปุ่น ขับขี่โดย Maximilian Günther ซึ่งถือเป็นการพิสูจน์ถึงความเป็นผู้นำในสมรร