![[ครบชุด] T1709910_ก อนฉลาดต องโง](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260918_144110.jpg)
Maserati GranCabrio Folgore 2026: การเปิดตัวแห่งยุคอีวีหรูในประเทศไทย
ในเดือนพฤษภาคม 2026 ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า แบรนด์รถยนต์สปอร์ตสุดหรูสัญชาติอิตาลีอย่าง Maserati ได้จัดงานเปิดตัว “Maserati GranCabrio Folgore” ขึ้นอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เป็นการประกาศถึงการก้าวเข้าสู่ยุคแห่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) อย่างเต็มรูปแบบในตระกูล Folgore การเปิดตัวนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Maserati ในการนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ผสานความหรูหรา สไตล์อิตาลี และสมรรถนะอันเหนือชั้นเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
งาน “Folgore Day” ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมฉลองการเดินทางครั้งสำคัญของ Maserati ตลอดระยะเวลากว่า 110 ปีของการก่อตั้ง แบรนด์ “Trident” ได้ประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนที่จะเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า 100% ภายในปี 2028 โดยมีเป้าหมายที่จะส่งมอบไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้าให้ครบถ้วนภายในปีดังกล่าว
การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากรถยนต์ไฟฟ้าในตระกูล Folgore ที่เปิดตัวไปก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น GranTurismo Folgore ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในด้านสมรรถนะ และ Grecale Folgore SUV ที่ตอบโจทย์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูสำหรับครอบครัว โดย GranCabrio Folgore รถสปอร์ตเปิดประทุนไฟฟ้าคันนี้ถือเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับไลน์อัพ ทำให้ Maserati มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ของตลาดหรูได้อย่างแท้จริง
เจาะลึกรายละเอียดทางเทคนิค: หัวใจแห่งสมรรถนะ EV
Maserati GranCabrio Folgore 2026 ถูกวางตำแหน่งให้เป็นที่สุดแห่งความหรูหราและสมรรถนะบนโลกยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยสถาปัตยกรรมพื้นฐานที่ใช้ร่วมกับ GranTurismo Folgore ทำให้รถคันนี้มาพร้อมขุมพลังอันมหาศาล แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามแบบรถเปิดประทุน
ขนาดแบตเตอรี่และระยะทาง: Maserati GranCabrio Folgore ใช้แบตเตอรี่ความจุ 92.5 kWh โดยมีการใช้งานจริงอยู่ที่ 83 kWh ซึ่งเพียงพอต่อการมอบระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 451 กม./ชาร์จ (ตามมาตรฐาน WLTP) ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จไฟบ่อยครั้ง
มอเตอร์และระบบขับเคลื่อน: รถคันนี้ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ Tri-motor ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของสมรรถนะอันดุดันของ Maserati GranCabrio Folgore โดยมีกำลังสูงสุดที่ 761 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 1,350 นิวตันเมตร ระบบนี้ทำงานประสานกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) เพื่อส่งมอบพลังไปยังล้อทั้งสี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากส่วนหลังคาผ้าประมาณ 80 กิโลกรัม แต่ก็ยังสามารถทำอัตราเร่งได้อย่างน่าทึ่ง
พละกำลังและอัตราเร่ง: GranCabrio Folgore สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 2.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 290 กม./ชม. ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถสปอร์ตเปิดประทุนไฟฟ้า
เทคโนโลยีการชาร์จ: เพื่อตอบสนองความต้องการของไลฟ์สไตล์คนเมืองและผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางระยะไกล Maserati เลือกใช้สถาปัตยกรรมแบตเตอรี่ 800V ซึ่งรองรับการชาร์จเร็วทั้ง AC และ DC การชาร์จ AC สูงสุดที่ 22kW และการชาร์จ DC สูงสุดที่ 270kW ทำให้การชาร์จไฟเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว โดยสามารถชาร์จจาก 20-80% ได้ภายในเวลาเพียง 18 นาทีเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่สามารถเตรียมรถให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไปได้อย่างรวดเร็ว
การออกแบบและภายใน: ผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย
Maserati GranCabrio Folgore 2026 ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของการออกแบบที่หรูหราเหนือกาลเวลา พร้อมทั้งมีการปรับปรุงรายละเอียดเพื่อให้เข้ากับยุคแห่งพลังงานไฟฟ้า
การออกแบบภายนอก: ดีไซน์โดยรวมยังคงความสง่างามและความเป็นสปอร์ตของ GranCabrio ดั้งเดิม แต่มีการปรับปรุงในรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อให้สะท้อนความเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เช่น การปรับปรุงแอโรไดนามิกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่งสูงสุด หลังคาผ้าที่ใช้ยังคงเป็นเอกลักษณ์สำคัญของรถสปอร์ตเปิดประทุน ที่ทำให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความอิสระและความใกล้ชิดกับธรรมชาติในขณะขับขี่
ภายในห้องโดยสาร: ภายในของ GranCabrio Folgore มีเลย์เอาต์ที่รองรับผู้โดยสาร 4 คน และมีการติดตั้งอุปกรณ์และคุณสมบัติภายในที่ทันสมัยเหมือนกับ GranCabrio มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นจอระบบบันเทิงขนาด 12.3 นิ้ว ระบบทำความร้อนบริเวณคอ (Neck Warmer) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตเปิดประทุน และระบบเสียงคุณภาพสูงจาก Sonus faber ที่จะมอบประสบการณ์การฟังเพลงที่สมบูรณ์แบบ
ความยั่งยืนและวัสดุทางเลือก: Maserati ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีตัวเลือกการตกแต่งภายในที่ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น Econyl ซึ่งเป็นวัสดุที่ผลิตจากการรีไซเคิลอวนจับปลาและพรมเก่า เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เสียงอันเป็นเอกลักษณ์: อารมณ์แห่งความเร็วที่เข้าถึงได้
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรถยนต์ตระกูล Folgore คือการนำเสนอระบบกำเนิดเสียงจำลองที่มีศักยภาพสูง ซึ่งคล้ายกับระบบของ Abarth 500 โดย Maserati ได้ระบุว่าเสียงทั้งภายในและภายนอกของรถจะมีความดุดันและเร้าใจไม่แพ้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ครบถ้วนทุกมิติให้กับผู้ขับขี่
ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อจำลองเสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Maserati ให้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ผู้ที่คุ้นเคยกับเสียงเครื่องยนต์ของ Maserati สามารถสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างอดีตและอนาคตของแบรนด์
งาน Folgore Day: ฉลองครบรอบ 110 ปี และก้าวสู่ศตวรรษใหม่
งาน “Folgore Day” ไม่ใช่เพียงแค่งานเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองการดำเนินงานของ Maserati ที่ยาวนานกว่า 110 ปี และเป็นการประกาศถึงการเข้าสู่ศตวรรษใหม่แห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ งานนี้จัดขึ้นที่เมืองริมินี ประเทศอิตาลี โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรู
ในงานได้มีการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ตระกูล Folgore รวมถึงระบบโรลลิ่งแชสซีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ CEO ของ Maserati คุณ Davide Grasso ยังได้ให้สัมภาษณ์ที่น่าสนใจว่า แม้ Maserati จะก้าวเข้าสู่ยุค EV แต่บริษัทก็ต้องการให้ลูกค้ามีทางเลือกในการเลือกระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2028 เนื่องจากตลาดในแต่ละภูมิภาคมีการตอบรับรถยนต์ไฟฟ้าที่แตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น วัฒนธรรม กฎหมาย เงินอุดหนุน และโครงสร้างพื้นฐาน
กลยุทธ์ทางการเงิน: ควรซื้อ รอ หรือเช่าใช้ดีในปี 2026?
การตัดสินใจซื้อรถยนต์หรูในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ผู้บริโภคควรพิจารณาถึงปัจจัยหลายประการก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการในการใช้งานในปัจจุบันและอนาคต ความสามารถในการจ่าย และการเปลี่ยนแปลงของตลาด
ปัจจัยที่ต้องพิจารณา:
การใช้งานในชีวิตประจำวัน: หากคุณเป็นคนที่เดินทางระยะสั้นเป็นหลักและใช้ชีวิตในเมืองที่มีสถานีชาร์จเพียงพอ รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง GranCabrio Folgore อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่หากคุณมักเดินทางไกลบ่อยครั้ง อาจต้องพิจารณาถึงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จและระยะทางวิ่งที่รองรับ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: แม้ว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าอาจสูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานกลับต่ำกว่า ทั้งในเรื่องของค่าเชื้อเพลิง (ไฟฟ้า) และ