![[ครบชุด] T1909103_กสาวฉ นไปทำเม ย](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260919_232731.jpg)
Maserati GranCabrio Folgore Tignanello: เปิดขุมพลัง EV สู่มิติใหม่แห่งเอกลักษณ์ 2026
“มากกว่าการขับขี่ แต่คือการสร้างมรดกแห่งรสสัมผัส”
ภายใต้ร่มเงาแห่งนวัตกรรมที่ก้าวล้ำในปัจจุบัน มาเซราติ (Maserati) ค่ายรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลี ยังคงเดินหน้าสานต่อประเพณีแห่งความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ โดยล่าสุดได้นำเสนอผลงานพิเศษภายใต้โปรแกรม Bespoke ผ่านโครงการ Maserati Fuoriserie (ฟูออริเซรี) เพื่อรังสรรค์ยานยนต์ที่มีความเฉพาะตัวสูง ซึ่งเป็นการผสานศิลปะแห่งวิศวกรรมเข้ากับคุณค่าแห่งรสชาติและความประณีต
สำหรับโปรเจกต์พิเศษนี้ มาเซราติได้ร่วมมือกับ มาร์เคเซ่ อันติโนริ (Marchesi Antinori) ตระกูลผู้ผลิตไวน์ชื่อก้องโลกชาวฟลอเรนซ์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ของ “ติญาเนลโล” (Tignanello) ไวน์แดงชั้นเลิศที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในตำนานแห่งวงการผลิตไวน์ของอิตาลี ผลงานชิ้นพิเศษที่เกิดขึ้นจากการจับมือกันครั้งนี้คือ Maserati GranCabrio Folgore Tignanello ยนตรกรรมไฟฟ้า 100% ที่ผสานความพิถีพิถันแห่งการสร้างสรรค์เข้ากับจิตวิญญาณของศาสตร์แห่งไวน์ไว้อย่างลงตัว
มรดก 50 ปี แห่งติญาเนลโล: แรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณไวน์
แรงบันดาลใจหลักในการรังสรรค์รถยนต์รุ่นพิเศษนี้ มาจากไร่องุ่นติญาเนลโล ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานและอาณาจักรส่วนตัวของมาร์เคเซ่ อันติโนริ ทั้งสองตระกูล – ตรีศูลและอันติโนริ – ต่างก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมของตนเอง โดยมีรากฐานอันยาวนานและมีอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่ง
มาร์เคเซ่ อันติโนริ คือผู้ผลิตไวน์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี โดยสืบทอดการบ่มไวน์ต่อเนื่องมาถึง 26 รุ่น สร้างชื่อเสียงให้ตนเองในฐานะผู้บุกเบิกการผสมผสานพันธุ์องุ่น และการสร้างสรรค์ไวน์คุณภาพที่ทันสมัย โดยไม่ละทิ้งจิตวิญญาณแห่งประเพณีดั้งเดิม ติญาเนลโล จึงไม่ใช่เพียงแค่ขวดไวน์ แต่คือสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรม ความเข้มข้นทางรสชาติ และความสมดุลระหว่างธรรมชาติกับเทคโนโลยี – คุณสมบัติที่สะท้อน “จิตวิญญาณแห่งความปรารถนา” (Passion) และความเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Maserati เช่นกัน
เช่นเดียวกับการเป็นไอคอนแห่งวงการยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มาเซราติได้ค้นพบว่า คุณค่าหลักที่เชื่อมโยงสองแบรนด์นี้เข้าด้วยกันคือ “แก่นแท้แห่งความเป็นเอกลักษณ์” ไวน์ติญาเนลโล ไม่เคยเปลี่ยนฉลากที่โดดเด่นตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1971 โดยยังคงรักษาคุณภาพและความนิยมในระดับสูงมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งในโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
การรังสรรค์ Maserati GranCabrio Folgore Tignanello จึงเป็นเสมือนการยกย่องตระกูลผู้ผลิตไวน์ชาวฟลอเรนซ์แห่งนี้ ด้วยการคัดสรรสีสัน วัสดุที่ทันสมัย และรายละเอียดอันประณีต โดยการผสมผสานคุณค่าดั้งเดิมและนวัตกรรมของมาร์เคเซ่ อันติโนริ กับจิตวิญญาณแห่งการเป็น “Trident” (ตรีศูล) ของมาเซราติ ทำให้รถยนต์คันนี้กลายเป็นบทกวีที่ขับเคลื่อนได้ เพื่อสรรเสริญรากเหง้าแห่งไร่องุ่นติญาเนลโล และการเดินทางอันยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษของไวน์ระดับโลก
รหัสสีแห่งธรรมชาติ: สีภายนอกสะท้อนกลิ่นอายของแผ่นดินไวน์
เอกลักษณ์ของ Maserati GranCabrio Folgore Tignanello ได้รับการถ่ายทอดผ่านรูปลักษณ์ภายนอกที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยชื่อ “Terra di Tignanello” หรือ “สีน้ำตาลเชสต์นัทแห่งผืนดินติญาเนลโล” ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการออกแบบสีตัวถัง
สีตัวถังภายนอกโดดเด่นด้วยโทนสีน้ำตาลเชสต์นัทที่ให้ความอบอุ่น ดึงดูดสายตาด้วยการผสมผสานสีแดงเบอร์กันดี (Burgundy) ที่มีความหรูหราและลึกซึ้ง ซึ่งสะท้อนถึงโทนสีแดงของไวน์ติญาเนลโลขณะบ่มในถังไม้โอ๊ก สีสันเหล่านี้ไม่ได้ถูกผสมขึ้นมาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เกิดจากการอ้างอิงถึงสีของธรรมชาติในไร่องุ่น ทำให้เนื้อสีมีความเข้มข้น และแฝงประกายเมทัลลิกเมื่อต้องแสง นับเป็นสีแห่งความเหนือระดับที่สะท้อนถึงรากเหง้าและความหรูหราที่มาพร้อมกับเอกลักษณ์ของมาเซราติ
ในส่วนของรายละเอียดการตกแต่งภายนอก เน้นความประณีตและกลมกลืน ขอบและก้านเบรกถูกออกแบบด้วยสีดำด้าน (Matt Black) และสีดำมัน (Gloss Black) ตามลำดับ เพื่อสร้างความโดดเด่นตัดกับสีของตัวถัง ส่วนตราสัญลักษณ์ของมาเซราติถูกนำเสนอด้วยโลโก้ทองแดงมันบนพื้นผิวมัน เพิ่มความหรูหราและเป็นเอกลักษณ์ให้กับรถยนต์รุ่นพิเศษคันนี้ หลังคาแบบเปิดประทุน (Soft Top) ถูกออกแบบมาในโทนสีดำสนิท เพื่อให้สอดรับกับโทนสีเข้มของตัวถัง และคงความสง่างามในทุกมุมมอง
การเดินทางแห่งสัมผัส: ภายในที่ร้อยเรียงจิตวิญญาณไวน์
ในด้านการตกแต่งภายใน คือจุดที่การเฉลิมฉลองเอกลักษณ์ของติญาเนลโลได้ถูกแสดงออกมาอย่างงดงามที่สุด นอกจากการนำเสนอความหรูหราตามแบบฉบับของแบรนด์แล้ว การผสมผสานระหว่างประเพณี นวัตกรรม และความใส่ใจในทุกรายละเอียด ได้สร้างสรรค์พื้นที่ภายในที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของการสร้างไวน์ชั้นดี
เบาะนั่งถูกตกแต่งด้วยหนังสีเงินที่ผสานกับสีแดงเบอร์กันดีอย่างลงตัว โดยการทักทอด้วยวัสดุของบริษัท Vegea ซึ่งเป็นเส้นใยที่มีความยืดหยุ่นสูงที่พัฒนามาจากวัสดุเหลือใช้ในไร่องุ่น การใช้เส้นใยชีวภาพนี้ ชวนให้นึกถึงแนวต้นองุ่นที่ทอดตัวยาวบนเนินเขาของติญาเนลโล วัสดุนี้ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์คล้ายหนัง แต่ยังให้สัมผัสที่นุ่มนวลไม่ต่างกัน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมครั้งแรกที่มาเซราติได้นำมาใช้ในรถยนต์ของตนเอง
นอกจากวัสดุจากธรรมชาติแล้ว ส่วนประกอบอื่นๆ ภายในรถยนต์ก็ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี พื้นผิวสีเข้มที่ตกแต่งคอนโซลกลางมีการสลักลวดลายด้วยเลเซอร์ ซึ่งสื่อถึงเทคนิคการใช้ความร้อนในการทำถังไม้โอ๊กสำหรับบ่มไวน์ การตกแต่งที่แผงประตูได้รับการรังสรรค์ให้สะท้อนถึงกระบวนการผลิตไวน์ติญาเนลโลอย่างชัดเจน
ส่วนไฮไลต์ที่สร้างความประทับใจคือ พนักพิงศีรษะที่ได้รับการปักลายอย่างประณีต โดยผสมผสานตราสัญลักษณ์ตรีศูลของมาเซราติเข้ากับ “ดวงอาทิตย์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่ปรากฏอยู่บนฉลากของไวน์ติญาเนลโลมายาวนาน นอกจากนี้ ยังมีการสลักตัวเลข 1971 และ 2021 ด้วยเลเซอร์ลงบนคอนโซลกลาง เพื่อเป็นการสื่อถึงวาระครบรอบ 50 ปี ที่ไวน์ติญาเนลโลออกสู่ตลาด นับเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง
พลังแห่งความเร็วกับเทคโนโลยี 800 โวลต์
Maserati GranCabrio Folgore Tignanello ไม่ได้มีดีเพียงแค่ความสวยงามและความหรูหรา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของตระกูล Folgore ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าของแบรนด์ รถยนต์รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 100% และถือเป็นหนึ่งในรถยนต์เปิดประทุนสมรรถนะสูงที่สุดในตลาดในขณะนี้
จุดเด่นด้านเทคนิคคือ การใช้แบตเตอรี่ระบบ 800 โวลต์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในรถแข่ง Formula E