![[ครบชุด] T2109113 Ep3 ไรเดอร พ นล](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260922_083754.jpg)
Maserati GranCabrio 2026: เปิดตัว 2 โฉมใหม่ สะเทือนตลาดสปอร์ตเปิดประทุนไทย
ตลาดรถสปอร์ตระดับบนในไทยกำลังร้อนระอุเมื่อ Maserati ประเทศไทย ได้ประกาศเปิดตัวยนตรกรรมเปิดประทุนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ‘กรันคาบริโอ’ (GranCabrio) อย่างเป็นทางการ มาพร้อมสองทางเลือกของขุมพลังที่จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรักความเร็วและสไตล์อย่างแท้จริง
เมื่อพูดถึงแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงในกลุ่มพรีเมียม หลายคนมักจะนึกถึงเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์สันดาป และในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับถึงเทคโนโลยีขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของวงการรถยนต์อย่างไม่หยุดยั้ง และวันนี้ Maserati หนึ่งในแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในโลกยานยนต์จากประเทศอิตาลี ได้นำเสนอการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสองขั้วนี้ ผ่านการเปิดตัว Maserati GranCabrio โฉมใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งคัน เพื่อต้อนรับศักราชใหม่ของวงการรถสปอร์ตในปี 2026
Maserati ประเทศไทย ได้เปิดตัว GranCabrio อย่างเป็นทางการพร้อมกันสองสไตล์ความแรง ซึ่งถือเป็นรุ่นเปิดประทุนแบบ 4 ที่นั่ง ที่ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับ GranTurismo โฉมใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับไอคอนที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะ ความหรูหรา และความอเนกประสงค์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ภายใต้แนวคิดที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในอนาคตว่า ‘Drive Like the Best Is Yet To Come’ โดยทั้งสองรุ่นนี้ผลิตขึ้นในประเทศอิตาลี 100% และได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักขับที่มองหาความสบายสูงสุดในการเดินทางไกล ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมทิ้งความสปอร์ตและความมีระดับอันเป็นเอกลักษณ์ของ Maserati
สองขั้วแห่งพละกำลัง: Trofeo และ Folgore
สำหรับตลาดรถสปอร์ตหรูในประเทศไทย ปี 2026 นี้ ผู้ที่สนใจ Maserati GranCabrio จะมีตัวเลือกหลักสองรุ่นที่โดดเด่นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของขุมพลังและเทคโนโลยี เพื่อให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์และสไตล์การขับขี่ของผู้ใช้งานที่หลากหลาย
Maserati GranCabrio Trofeo: ตำนานเครื่องยนต์สันดาปที่ยังคงทรงพลัง
สำหรับผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของเครื่องยนต์สันดาป ความเร้าใจจากเสียงคำรามของกลไก และอัตราเร่งที่ดิบเถื่อน Maserati GranCabrio Trofeo คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด
หัวใจของขุมพลัง: เครื่องยนต์ Nettuno
Maserati GranCabrio Trofeo ติดตั้งเครื่องยนต์ ‘เน็ททูโน’ (Nettuno) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นโดย Maserati เอง ถือเป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3.0 ลิตร แบบ V6 Twin-Turbo ที่ให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุดถึง 550 แรงม้า (CV) ซึ่งเป็นพละกำลังที่มากที่สุดเท่าที่ Maserati เคยผลิตสำหรับรถสปอร์ตเปิดประทุนอย่างเป็นทางการ
ประสิทธิภาพระดับสูงสุด
ด้วยความแข็งแกร่งของขุมพลัง 550 แรงม้า และแรงบิดที่พร้อมตอบสนองทันที ทำให้ Maserati GranCabrio Trofeo สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 3.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 316 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์รุ่นนี้ได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่เหนือกว่า ตอบสนองฉับไว และยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์วางกลางแบบรถแข่ง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดุดันและเร้าใจในทุกเส้นทาง
การขับเคลื่อนที่แม่นยำและสปอร์ต
Maserati GranCabrio Trofeo ถูกติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะแบบ All-Wheel Drive ที่สามารถกระจายกำลังไปยังล้อทั้งสี่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้การเกาะถนนเป็นไปอย่างแม่นยำ แม้ในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง พวงมาลัยไฟฟ้าที่ได้รับการจูนมาอย่างดี ให้สัมผัสที่เฉียบคม ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการควบคุมรถตลอดเวลา พร้อมทั้งระบบช่วงล่างแบบถุงลม (Air Suspension) ที่สามารถปรับระดับความสูงและน้ำหนักของช่วงล่างให้เหมาะสมกับความเร็วและสภาพถนน ทำให้รถสามารถเปลี่ยนจากโหมดสปอร์ตสุดเร้าใจ กลายเป็นรถหรูที่นุ่มนวลสำหรับการเดินทางไกลได้อย่างรวดเร็วเพียงกดปุ่ม
Maserati GranCabrio Folgore: พลังแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาดกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ หลายคนกำลังมองหารถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าที่มอบสมรรถนะที่เหนือกว่า ไม่ทำให้ผิดหวัง Maserati GranCabrio Folgore คือการนำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยจากสนามแข่ง Formula E มาสู่รถสปอร์ตเปิดประทุนบนท้องถนน
เทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula E
Maserati GranCabrio Folgore ใช้ประโยชน์จากประสบการณ์การแข่งขันในระดับสูงสุด โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ (800V) อันล้ำสมัย ทำให้สามารถรีชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็วและจ่ายกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (มอเตอร์หน้า 1 ตัว และมอเตอร์หลัง 2 ตัว) ขุมพลังของรุ่น Folgore นี้สามารถสร้างกำลังขับเคลื่อนได้สูงถึง 761 แรงม้า (CV)
แรงบิดมหาศาลเพื่ออัตราเร่งที่เหนือชั้น
ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลังและแรงบิดสูงสุดมหาศาลถึง 1,350 นิวตันเมตร (Nm) ทำให้ Maserati GranCabrio Folgore สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 2.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่า พลังงานไฟฟ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ซีดานที่เน้นความประหยัด แต่สามารถมอบประสบการณ์ความเร็วที่เหนือกว่ารถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปหลายรุ่นในตลาดได้
การจัดการแบตเตอรี่และโครงสร้าง
สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ Maserati GranCabrio Folgore ไม่ใช่แค่กำลังขับเคลื่อน แต่เป็น เทคโนโลยีการติดตั้งแบตเตอรี่ ที่เลือกใช้รูปแบบการวางแบตเตอรี่แบบทรงตัว T (T-Shape Layout) คล้ายกับแนวทางของ Formula E เพื่อรักษาจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำที่สุด และทำให้การกระจายน้ำหนักของรถเป็นไปอย่างเหมาะสม เทคโนโลยีนี้ช่วยเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างตัวถัง และยังคงไว้ซึ่งมิติรถแบบรถสปอร์ตพันธุ์แท้ ทำให้แม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ในตลาดนี้ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่สปอร์ตและลงตัว ไม่เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องแลกด้วยสมรรถนะ
การออกแบบที่ผสานความงามและเอกลักษณ์ระดับตำนาน
นอกเหนือจากเรื่องสมรรถนะแล้ว การออกแบบของ Maserati GranCabrio ทั้งสองรุ่น ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์ Maserati ที่เน้นความสง่างาม ความหรูหรา และความคลาสสิกอันไร้กาลเวลา การออกแบบภายนอกของรุ่นใหม่นี้ ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเส้นสายหลักที่ทำให้ GranCabrio กลายเป็นที่จดจำมาอย่างยาวนาน
การเลือกใช้วัสดุที่เหนือระดับ
ภายในห้องโดยสารของ Maserati GranCabrio ถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบายและความหรูหราสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงที่สุด ตั้งแต่เบาะนั่งหนังแท้ที่ให้สัมผัสสบายและความนุ่มนวล ไปจนถึงการตกแต่งภายในด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ และหนังแท้เกรดพรีเมียม ระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ล่าสุดได้รับการติดตั้งอย่างลงตัวบนแผงคอนโซลกลาง มาพร้อมการเชื่อมต่อที่ราบรื่น เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความบันเทิงและความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง
หลังคาผ้าใบ: ความหรูหราแบบเปิดประทุน
จุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ หลังคาผ้าใบ (Soft Top) ซึ่งมีความพิถีพิถันในการออกแบบอย่างมาก โดยมีให้เลือกถึง 5 สี เพื่อให้เข้ากับสีตัวถังรถและรสนิยมของแต่ละบุคคล การเปิด-ปิดหลังคาทำได้ง่ายดายเพียงการกดปุ่มบนแผงควบคุม โดยรถทั้งสองรุ่นใช้เวลาในการเปิด-ปิดเพียง 14 วินาที และสามารถเปิด-ปิดได้ในขณะที่รถกำลังวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 50