![[ครบชุด] T2704093 จดทะเบ ยนสมรสเม อ3ป แล แต ไม เคยอย วยก](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/04/fb_natural_20260429_104434.jpg)
XPENG บุกตลาดไทย เปิดตัวแบรนด์ย่อยราคาประหยัดสู้ศึกตลาด EV ไทย 2026
ปี 2026 วงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทยยังคงร้อนแรงไม่หยุด ด้วยกระแสรถจีนที่เข้ามาตีตลาดอย่างต่อเนื่อง การเข้ามาของแบรนด์ใหม่อย่าง XPENG ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าจับตา โดยเฉพาะการประกาศหั่นราคา 5 แสนบาท เพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง BYD และ Tesla การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์ของผู้ผลิตจีนเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในไทย
ในภาพรวมของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2026 ยังคงเห็นความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เล่นจากจีนยังคงเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนตลาดนี้ นอกจากแบรนด์ที่คุ้นเคยกันดีอย่าง BYD, NETA, MG, GWM (Ora) และ Tesla ซึ่งกำลังเร่งสร้างฐานการผลิตในไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกแล้ว ปตท. ก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่รุกเข้าสู่ตลาดนี้อย่างเต็มตัว ผ่านบริษัทในเครืออย่าง ARUN PLUS ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและให้บริการครบวงจร โดยได้มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ
ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้ร่มของ ARUN PLUS นั้น มีการเปิดตัวตัวแทนจำหน่ายหลัก 2 แบรนด์ ได้แก่ บริษัท X Mobility Plus ที่รับหน้าที่ดูแลแบรนด์ ‘XPENG’ (เซี่ยวเผิง) ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง และ บริษัท Ze Mobility Plus ที่ดูแลแบรนด์ ‘ZEEKR’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแบรนด์น้องใหม่จากจีนที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าตลาดพรีเมียม (Premium Segment)
การเข้ามาของ XPENG ถือเป็นข่าวใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเข้ามาบุกตลาด แม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้บริโภคจะคุ้นเคยกับแบรนด์จีนในตลาดแมส (Mass Market) มากกว่า แต่ XPENG พยายามเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางค่อนบน (Upper-Mid Market) ด้วยนวัตกรรมและความล้ำสมัย ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น
XPENG: จากวิสัยทัศน์ซอฟต์แวร์ สู่การปฏิวัติวงการยานยนต์
XPENG หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ ‘เสี่ยวเผิง’ ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดยมี คุณ He Xiaopeng (เหอ เซี่ยวเผิง) ซีอีโอและประธานบริษัท เป็นผู้ก่อตั้ง วิสัยทัศน์ของคุณเหอเริ่มขึ้นหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการสร้างเว็บเบราว์เซอร์ UC Web ในปี 2004 และขายกิจการให้กับ Alibaba ในอีก 10 ปีต่อมา ด้วยมูลค่ามหาศาลถึง 4 พันลอลลาร์สหรัฐ
การเป็นมหาเศรษฐีในช่วงนั้นได้จุดประกายให้คุณเหอตัดสินใจเริ่มต้นความท้าทายใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม นั่นคือการ ปฏิวัติวงการยานยนต์ในจีน โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Tesla ของ อีลอน มัสก์ คุณเหอให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างมาก เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีที่สุดให้กับผู้ขับขี่ จุดเด่นสำคัญของ XPENG คือการไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้พัฒนา ซอฟต์แวร์ของตนเอง (Proprietary Software) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีไร้คนขับ (Autonomous Driving)
กลยุทธ์สงครามราคา: การถอดรหัสการหั่นราคา 5 แสนบาท
สิ่งที่ทำให้ XPENG กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในช่วงต้นปี 2024 คือการประกาศกลยุทธ์ทางตลาดที่รุนแรงที่สุด นั่นคือ การเปิดตัวแบรนด์ย่อยที่เน้นทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สวนทางกับภาพลักษณ์เดิมของแบรนด์ที่เน้นตลาดระดับกลางค่อนบนราคาเริ่มต้นราว 2 แสนหยวนขึ้นไป (ประมาณ 1 ล้านบาท)
คุณเหอ เซี่ยวเผิง ได้กล่าวถึงกลยุทธ์นี้อย่างชัดเจนว่า บริษัทมีแผนจะเปิดตัวแบรนด์ลูกใหม่ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 1 แสนหยวน (ประมาณ 5 แสนบาท) คอนเซปต์หลักคือการเป็น “รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกสำหรับหนุ่มสาว” (First AI-Powered EV for Young Generations) และตั้งราคาแต่ละรุ่นให้มีความแตกต่างกัน
ทำไม XPENG จึงต้องหั่นราคาลงถึง 5 แสนบาท? สาเหตุสำคัญประการแรกคือ สงครามราคาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน (EV Price Wars) ที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2024 ซึ่งอัตราการเติบโตลดลงเหลือเพียง 18.2% เมื่อเทียบกับปี 2023 ตัวเลขที่ ‘ลดลง’ นี้ส่งผลให้บรรดาผู้ผลิต EV ยักษ์ใหญ่ของจีนต้องเร่งหาวิธีที่จะทำให้ยอดขายเติบโตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นอกจากแรงกดดันจากตลาดภายในประเทศแล้ว XPENG ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งรายสำคัญอย่าง BYD และ Tesla ที่เริ่มทำสงครามราคาอีกครั้งในช่วงที่ผ่านมา เพื่อรักษาฐานลูกค้าและแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ทำให้ XPENG มองเห็นโอกาสในการเจาะตลาดใหม่ๆ และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นกว่าเดิม
การที่บริษัทตัดสินใจหั่นราคาลงถึงขนาดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะ อยู่รอดและเติบโตในตลาด EV ที่เริ่มเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่เน้นตลาดแมสนี้ ถือเป็นการเข้าชนตลาดโดยตรงกับ BYD ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดอยู่มากที่สุด และพยายามแย่งชิงตำแหน่งผู้เล่นอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม
ไทยยังคงเป็นตลาดเป้าหมายหลักของกลุ่ม EV จีน
แม้ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนจะเริ่มมีสัญญาณการชะลอตัว แต่ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดเป้าหมายที่น่าสนใจและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในปี 2023 อยู่ที่ 76,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 695.9% จากปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากผู้ผลิตจีน ได้แก่ BYD, NETA, MG, GWM (Ora) และ Tesla (สัญชาติอเมริกัน)
คาดการณ์สำหรับปี 2026: ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่อาจสูงถึง 100,000 คัน หรือมากกว่านั้น จากการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นอุปสงค์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศของรัฐบาลภายใต้มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่การนำเข้า แต่ยังรวมถึงการกำหนดสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าด้วย
ปี 2024: กำหนดอัตราส่วน 1:1 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1 คัน)
ปี 2025: อัตราส่วนเพิ่มเป็น 1:1.5 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1.5 คัน)
การกำหนดเงื่อนไขนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนไฟฟ้าที่สำคัญของโลก ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจีนต้องลงทุนสร้างโรงงานผลิตในไทย และส่งผลให้เกิดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และตัวเลือกสำหรับผู้บริโภคมากขึ้นในอนาคต
ราคาและความคุ้มค่า: การเปรียบเทียบตัวเลือกที่น่าสนใจ
ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยปี 2026 ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งมีราคากระจายตัวในหลายช่วงราคา ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามงบประมาณและความต้องการ
สำหรับกลุ่ม ราคาประหยัด (Affordable Segment) ที่เป็นตลาดเป้าหมายของ XPENG นั้น ผู้บริโภคอาจกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งมีผู้เล่นมากมายในตลาดนี้ การเข้ามาของ XPENG จึงถือเป็น “ตัวแปรใหม่” ที่อาจทำให้ผู้บริโภคต้องหันมาเปรียบเทียบตัวเลือกมากขึ้น
ตัวเลือกยอดนิยมในกลุ่มราคาประหยัด
ในปัจจุบัน ผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าในราคาประหยัดมักพิจารณาจากแบรนด์ที่มียอดขายสูงและมีศูนย์บริการครอบคลุม ซึ่งเป็นแบรนด์จีนเป็นหลัก เช่น NETA V, MG4 Electric และ GWM