![[ครบชุด] T2704097 าได เง นเวนค นท น10ล านบาท าก เลยแกล งจนไปหาล กๆท ง3คนในเม อง](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/04/fb_natural_20260429_104508.jpg)
เจาะลึก ‘XPENG’ แบรนด์ EV จีน ที่ใช้ไม้แข็งหั่นราคารถยนต์ไฟฟ้า 5 แสนบาท ท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla และ BYD เตรียมบุกตลาดไทยปี 2026
ทำไมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปี 2026 จึงร้อนระอุยิ่งกว่าเดิม?
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมาถือเป็นสนามรบที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือด ทั้งจากการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่จากจีนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และการขยายฐานการผลิตในไทยของแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น BYD, SAIC, MG, Great Wall Motor, NIO, Geely, Chery, DFSK, Changan และ GAC AION ซึ่งการแข่งขันนี้ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้ผลิตต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และนี่คือที่มาของการที่ XPENG ตัดสินใจประกาศกลยุทธ์ใหม่ที่น่าจับตามอง
ล่าสุด กลุ่ม ปตท. ได้เข้าร่วมวงการนี้อย่างเต็มตัว ผ่านบริษัทลูกอย่าง ARUN PLUS ซึ่งได้จัดตั้งบริษัท X Mobility Plus ขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ XPENG อย่างเป็นทางการ โดยลงทุนด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ผ่านบริษัทนีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด (Neo Mobility Asia) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ARUN PLUS ขณะเดียวกัน ก็มีการจัดตั้งบริษัท Ze Mobility Plus อีกหนึ่งบริษัท เพื่อดูแลการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ ZEEKR ด้วยเช่นกัน
XPENG คือใคร? ต้นกำเนิดและวิสัยทัศน์ของ ‘เสี่ยวเผิง’
XPENG หรือที่รู้จักในชื่อภาษาจีนว่า ‘เสี่ยวเผิง’ เป็นบริษัทสตาร์ทอัพยานยนต์ไฟฟ้าที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศจีนเมื่อปี 2014 โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง He Xiaopeng เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอ วิสัยทัศน์ของเขาเริ่มต้นจากความสำเร็จในวงการไอที เมื่อเขาผันตัวจากโปรแกรมเมอร์ฝีมือดีที่สร้าง UC Web ซึ่งเป็นเว็บเบราว์เซอร์ยอดนิยมในจีน และสามารถขายกิจการให้กับ Alibaba ในอีก 10 ปีต่อมาด้วยมูลค่ามหาศาลกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเป็นมหาเศรษฐีในตอนนั้นไม่ได้ทำให้เขาหยุดนิ่ง แต่กลับเป็นจุดประกายครั้งสำคัญในการก่อตั้ง XPENG ขึ้นมา โดยได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจาก Tesla เขาตั้งเป้าหมายที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการยานยนต์ในประเทศจีน ด้วยการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ แต่ความโดดเด่นของ XPENG ไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตตัวรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่บริษัทยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์และผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ปฏิวัติตลาดด้วยกลยุทธ์ลดราคา 5 แสนบาท
ณ เวลานี้ XPENG กำลังเดินหน้าขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดระดับกลาง (Mass Market) เพื่อที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้แข่งขันสำคัญในสงครามราคาของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจาก BYD ที่เป็นยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
ล่าสุด XPENG ได้ประกาศแผนการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ของบริษัทที่เน้นรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด โดยมีคอนเซปต์เด่นคือ “รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI สำหรับคนรุ่นใหม่” กลยุทธ์นี้ถือเป็นการปรับตัวลงมาเล่นในตลาดที่ราคาเข้าถึงง่ายขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากราคาที่ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อภาวะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มชะลอตัวลงในประเทศจีน
ตามรายงานจากสำนักข่าว Reuters นั้น XPENG ยืนยันว่าบริษัทเตรียมจะเปิดตัวแบรนด์ย่อยใหม่ที่เน้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการยืนยันว่าการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยขับเคลื่อนการแข่งขันและวิเคราะห์ตลาด
ซีอีโอของ XPENG ได้กล่าวถึงการเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่เน้นทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูก ซึ่งคาดว่าจะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 1 แสนหยวน หรือประมาณ 5 แสนบาทไทย โดยตั้งเป้าให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ และได้มีการกำหนดราคาในแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันออกไป
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ XPENG ตัดสินใจเลือกใช้กลยุทธ์ในการออกแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกนี้ ก็เนื่องมาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่แบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง BYD และ Tesla ได้เริ่มทำสงครามราคากันอีกครั้งในขณะนี้ นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาผู้ผลิต EV จากจีนต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ยอดขายของบริษัทเติบโต ส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2026
หากพิจารณาจากตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2024 พบว่าอัตราการเติบโตลดลงมาอยู่ที่ 18.2% เมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างมาก ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้แบรนด์ EV จีนต้องเร่งหาวิธีที่จะเพิ่มยอดขายให้ได้มากที่สุด และหนึ่งในแนวทางคือการมองหาตลาดใหม่ๆ นอกประเทศจีน ซึ่งประเทศไทยถือเป็นตลาดเป้าหมายที่น่าจับตามอง
สำหรับตลาดประเทศไทย แม้ว่าจะมีการแข่งขันอย่างดุเดือด แต่ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในปี 2023 ก็มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมียอดจดทะเบียนสูงถึง 76,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 695.9% จากปีก่อนหน้า เมื่อพิจารณาจากยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นแบรนด์สัญชาติจีน ได้แก่ BYD (สัญชาติจีน) 30,467 คัน, NETA (สัญชาติจีน) 12,777 คัน, MG (สัญชาติจีน) 12,462 คัน, Tesla (สัญชาติอเมริกัน) 8,206 คัน และ GWM (Ora) (สัญชาติจีน) 6,746 คัน
คาดการณ์ว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในปี 2024 นี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 คัน โดยมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นอุปสงค์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐในประเทศภายใต้มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 อย่างไรก็ดี นอกจากปัจจัยด้านการนำเข้าแล้ว ปัจจัยหลักๆ ที่ช่วยกระตุ้นตลาดก็คือการกำหนดสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้า โดยมีการกำหนดอัตราส่วนไว้ดังนี้:
ปี 2024: อัตราส่วน 1:1 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน จะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1 คัน)
ปี 2025: อัตราส่วน 1:1.5 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน จะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1.5 คัน)
ซึ่งหากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากต่างชาติสามารถผลิตได้ตามเงื่อนไขเหล่านี้ ก็จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลกได้
วิเคราะห์สถานการณ์การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2026
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา การซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ในช่วงเวลานี้ ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันสูงมาก ทำให้ผู้บริโภคได้มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์จากจีนที่กำลังรุกคืบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ต้องพิจารณา:
งบประมาณ: รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาหลากหลาย การเลือกแบรนด์ที่มีราคาไม่สูงมากอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการเริ่มต้น และ XPENG กำลังเดินหน้าในตลาดนี้อย่างจริงจัง
เทคโนโลยี AI: หากคุณให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี AI และระบบช่วยเหลือการขับขี่ XPENG ถือเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นด้านนี้ โดยมีเทคโนโลยี XPILOT ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ระยะทางการขับขี่ (Range): การเดินทางในประเทศไทยยังคงต้องพิจารณาสภาพถนนและโครงสร้างพื้นฐาน การเลือกแบรนด์ที่มีระยะทางการขับขี่ครอบคลุมการเดินทางในชีวิตประจำวันถือเป็นสิ่งสำคัญ
ตัวอย่างวิเคราะห์: การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
กรณีศึกษา: คุณ A
คุณ A เป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำงานในกรุงเทพ