![[ครบชุด] T0305007 สาวตาบอดไม งใจล มใส กค แฟนห งหวงเลยเล นงานสาวตาบอดด วยว สกปรก](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/05/fb_natural_20260503_231346.jpg)
รู้จัก ‘XPENG’: กลยุทธ์หั่นราคา 5 แสนบาท ท้าชนยักษ์ EV ไทย (อัปเดต 2026)
ในสมรภูมิยานยนต์ไฟฟ้าปี 2026 ที่ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงทะยานสูงยิ่งกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไทย แรงดึงดูดของขุมพลังไฟฟ้าได้ดึงดูดผู้เล่นจีนรายใหม่ให้กระโจนเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นศึกชิงตลาด Mass Market หรือตลาดพรีเมียม แม้ว่าผู้เล่นหลักอย่าง BYD และ Tesla จะเขย่าวงการอย่างต่อเนื่อง แต่คลื่นลูกใหม่กำลังจะโหมกระหน่ำเข้ามาเปลี่ยนเกมอีกครั้ง
ท่ามกลางความหนาแน่นของค่ายรถจากแดนมังกร ปตท. โดย ARUN PLUS ได้เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นในตลาดไทยด้วยการเปิดตัวแบรนด์ ‘XPENG’ อย่างเป็นทางการ ผ่านบริษัทลูกอย่าง X Mobility Plus ที่จดทะเบียนด้วยทุนกว่า 10 ล้านบาท และยังได้เสริมทัพด้วย Ze Mobility Plus ตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ ZEEKR ซึ่งถือเป็นการรุกคืบอย่างต่อเนื่องของ PTTEP ในการปูพรมครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของตลาด EV
XPENG: ‘เสี่ยวเผิง’ การเปลี่ยนผ่านจากซอฟต์แวร์สู่ทัพ EV
สำหรับ XPENG ซึ่งมีชื่อจีนว่า “เสี่ยวเผิง” ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 ในเมืองกว่างโจว โดยมี He Xiaopeng ซีอีโอและประธานบริษัท เป็นผู้ก่อการ เรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จเริ่มต้นขึ้นจากการที่เขาได้ขายเว็บเบราว์เซอร์ UC Web ที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลให้กับ Alibaba ในปี 2014 ด้วยมูลค่าถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การเป็นเศรษฐีในวัยเยาว์ไม่ได้ทำให้ความฝันของเขาหยุดนิ่ง แต่เป็นการจุดประกายวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าเดิม นั่นคือการปฏิวัติวงการยานยนต์ของจีน โดยมีแรงบันดาลใจสำคัญจาก Tesla เขาเน้นการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ขับขี่ที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค ไม่ใช่แค่ตัวรถยนต์ แต่ XPENG ยังสามารถพัฒนาและจำหน่ายชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงซอฟต์แวร์ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ปัจจุบัน XPENG กำลังเร่งขยายส่วนแบ่งตลาด (Mass Market) ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ EV ราคาประหยัด เพื่อเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดจาก BYD ในจีน ท่ามกลางสงครามราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคงดุเดือดอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์ ‘5 แสนบาท’ สงครามราคาที่ XPENG ต้องชน
ในตลาดจีนที่กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวของการเติบโตด้านยอดขาย XPENG ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ที่ท้าทายที่สุด นั่นคือการเปิดตัวแบรนด์ลูกที่เน้นเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า Mass Market ในราคาที่ต่ำลงถึง 50% โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อสู้กับสงครามราคาที่เริ่มต้นจากยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง BYD และ Tesla
จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ระบุว่า XPENG ได้ประกาศเตรียมเปิดตัวแบรนด์ลูกใหม่นี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหม่ที่มุ่งเป้าลงสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV ราคาประหยัดอย่างแท้จริง โดยมีแนวคิดหลักคือ “รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI สำหรับหนุ่มสาว” (First AI-driven Electric Car for Young People)
ทำไม XPENG ต้องหันมาลงตลาด Mass Market?
การตัดสินใจของ XPENG ในการกระโดดเข้ามาเล่นในตลาด Mass Market โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 1 แสนหยวน หรือประมาณ 5 แสนบาทไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกหากพิจารณาบริบทของตลาดจีนในปัจจุบัน
XPENG เดิมทีเป็นแบรนด์ที่วางตำแหน่งทางการตลาดไว้ที่กลุ่มลูกค้าระดับกลางค่อนบน โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 2 แสนหยวนขึ้นไป แต่สถานการณ์ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2024 อัตราการเติบโตของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลงเหลือเพียง 18.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการ “ลดลงอย่างมาก” ส่งผลให้ทุกแบรนด์ต้องเร่งหากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรักษายอดขายไว้ และการขยายไปยังตลาดใหม่ๆ หรือตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่างประเทศไทยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ไทย: ทำเลยุทธศาสตร์ใหม่ของตลาด EV
หากพิจารณาสถิติยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในประเทศไทยปี 2024 ข้อมูลยังคงชี้ให้เห็นทิศทางการเติบโตที่น่าสนใจ โดยมีการจดทะเบียนใหม่สูงถึง 76,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 695.9% จากปี 2023 แบรนด์จีนยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมี BYD เป็นผู้นำตลาด รองลงมาคือ NETA, MG, Tesla (สหรัฐฯ), และ GWM (Ora)
รัฐบาลไทยยังคงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จะแตะ 1 แสนคันในปีนี้ นอกจากนี้ นโยบายการกำหนดสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้ายังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในระยะยาว โดยกำหนดให้อัตราส่วน 1:1 ในปี 2024 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตในประเทศ 1 คัน) และอัตราส่วน 1:1.5 ในปี 2025 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตในประเทศ 1.5 คัน)
เงื่อนไขดังกล่าว ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกสัญชาติที่ต้องการขยายตลาดในไทย ต้องเร่งตั้งโรงงานผลิตในประเทศ เพื่อรักษาฐานที่มั่นในภูมิภาคอาเซียน
XPENG: โมเดลธุรกิจใหม่ และการแข่งขันระดับโลก (2026)
ในขณะที่ตลาดจีนร้อนแรงด้วยการแข่งขันราคาและการขยายตลาดต่างประเทศ XPENG ก็ได้เตรียมตัวอย่างเต็มที่เพื่อเข้าสู่ตลาดไทยอย่างเป็นทางการในปี 2026
ทำไม XPENG ถึงเลือกไทยเป็นตลาดหลักในอาเซียน?
ตลาดที่มีการเติบโตสูง (High Growth Potential): อัตราการเติบโตของยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และมีการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
ฐานการผลิตในภูมิภาค: ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ในอาเซียน ทำให้ผู้ผลิตจีนสามารถจัดตั้งโรงงานผลิตในประเทศ เพื่อตอบสนองเงื่อนไขด้านการชดเชยการนำเข้า
การแข่งขันที่เป็นธรรม: แม้จะเป็นคู่แข่งกับ BYD และ Tesla แต่ตลาดไทยยังคงมีช่องว่างสำหรับผู้เล่นใหม่ที่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาด
แบรนด์ในเครือของปตท. และการจัดตั้งบริษัท
ปัจจุบัน ปตท. (PTT) โดยบริษัท ARUN PLUS ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนชั้นนำหลายแบรนด์ ซึ่งถือเป็นการวางกลยุทธ์เพื่อครองตลาด EV ในไทยอย่างครบวงจร การเข้ามาของ XPENG และ ZEEKR จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ ARUN PLUS ให้สามารถให้บริการลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ตลาดmass ไปจนถึงตลาดพรีเมียม
XPENG: ก่อตั้งโดย He Xiaopeng ผู้ก่อตั้ง UC Web ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ที่ถูก Alibaba ซื้อไปในปี 2014 ด้วยมูลค่ากว่า 4 พันลอลลาร์ XPENG เน้นการลงทุนในซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับขี่อัจฉริยะ แบรนด์นี้ถูกวางตำแหน่งไว้ที่กลุ่มลูกค้าระดับกลางค่อนบน แต่กำลังเร่งขยายตลาดด้วยการเปิดตัวแบรนด์ลูกราคาประหยัด
ZEEKR: เป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมของ Geely Group (ผู้ผลิต Volvo) ZEEKR เน้นการออกแบบที่หรูหราและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยมีเป้าหมายที่จะแข่งขันกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูของ Tesla และเยอรมนี
บทบาทของ X Mobility Plus และ Ze Mobility Plus
X Mobility Plus เป็นบริษัทลูกของ ARUN PLUS ที่ดูแลการเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ ‘XPENG’ อย่างเป็นทางการ โดยมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ถือหุ้นร้อยละ 100 ผ่านบริษัทนีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด (Neo Mobility Asia)
Ze Mobility Plus เป็นอีกบริษัทลูกของ ARUN PLUS ที่รับผิดชอบการเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ ‘ZEEKR’ ในประเทศไทย
การจัดตั้งบริษัทแยกสำหรับแต่ละแบรนด์แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของกลยุทธ์ ARUN PLUS