
แน่นอนครับ นี่คือเนื้อหาใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับ Maserati พร้อมปรับเนื้อหาให้ทันสมัยเป็นปี 2026 และอัปเดตให้เป็นบทความรีวิวรถยนต์จากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริง:
ไขความลับความแรง “แรงทะลุความจริง” ตะลุยอิตาลี สัมผัส Maserati ตัวเป็นๆ: เล่าจากประสบการณ์จริง
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในความหรูหรา พลังแห่งสมรรถนะ และจิตวิญญาณแห่งความเร็ว บทความนี้คือโลกที่คุณต้องก้าวเข้ามาสำรวจ
ผมเดินทางมาถึงประเทศอิตาลีแห่งนี้อย่างที่ไม่เคยคาดฝัน โดยเริ่มต้นการเดินทางด้วยเที่ยวบิน Emirates EK093 จากดูไบ บินตรงมายังสนามบิน Bologna หลังจากที่เริ่มต้นการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่นี้ด้วยเครื่องบิน Airbus A380 เที่ยวบิน EK419 จากสนามบินสุวรรณภูมิ ตรงจากประเทศไทยไปเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ
นี่คืออีกครั้งที่ผมได้มีโอกาสกลับมาเยือนดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งนี้ ประเทศที่โด่งดังเรื่องรสชาติกาแฟชั้นเลิศ ไอศกรีมเจลาโต้แสนอร่อย วัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด สำหรับนักเลงรถอย่างผม ที่นี่คือแหล่งกำเนิดของแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลกจากค่ายยักษ์ใหญ่ Fiat Chrysler Automotive (FCA)
ในปี 2017 ผมยังจำได้ดีถึงความตื่นเต้นในวันที่ผมได้เดินทางไปถึงเมือง Bologna และ Modena พร้อมกับคณะสื่อมวลชนไทยอีกหลายชีวิต รวมถึงกลุ่ม VIP อีก 25 คน ซึ่งได้รับคำเชิญอย่างเป็นทางการจากบริษัท MGC Asia หรือกลุ่ม Millenium ที่เพิ่งคว้าสิทธิ์เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Maserati อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
ปี 201703MaseratiTrip01
ความตื่นเต้นในครั้งนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำ เพราะนี่คือการเดินทางที่หาโอกาสได้ยากยิ่งกว่า การได้เข้ามาสัมผัสกับรากฐานของแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมอย่าง Maserati ถึงถิ่นกำเนิด เพราะสถานที่หลายแห่งในกำหนดการของทริปนี้ แม้แต่นักเดินทางที่ซื้อตั๋วเครื่องบินมาเอง ก็ยังไม่อาจเข้าเยี่ยมชมได้ง่ายๆ
เมื่อมาถึงสนามบิน Bologna เราก็เริ่มต้นทริปกันด้วยการเดินทางไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่และโรงงานของ Maserati ที่ Viale Ciro Menotti, 322, 41100 เมือง Modena
ปี 201703MaseratiTrip02HeadquarterModena
แรกเริ่ม พื้นที่นี้เคยเป็นโรงงานเก่าแก่ดั้งเดิมมาตั้งแต่ปี 1939 โดยมีกำลังการผลิตเพียงไม่เกิน 500 คันต่อปี ส่วนอาคารทรงสูง 9 ชั้น และสำนักงานพร้อมกับโชว์รูมขนาดใหญ่ รวมถึงอาคารจอดรถสำหรับพนักงานและแขกผู้มาเยือน เพิ่งจะเริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 1997 ซึ่งเป็นปีที่ Ferrari อดีตคู่แข่งเก่าแก่ เข้ามาช่วยกอบกู้กิจการ Maserati ให้รวมเป็น Ferrari-Maserati Group
ในวันที่ผมได้เดินทางไปเยี่ยมชมนั้น ผมได้เห็น Maserati Gran Cabrio ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นวงแหวนสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นสีประจำแบรนด์ตรีศูล นอกจากนี้ยังมีรถ SUV รุ่นใหม่ล่าสุดในขณะนั้นอย่าง Maserati Levante S และที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กันคือรถแข่งรุ่นดังอย่าง Maserati MC12 Corsa รุ่นปี 2006 ซึ่งมีเพียง 12 คันในโลก (รวมรถต้นแบบและรถสำหรับโชว์) ถูกนำมาจัดแสดงอย่างงดงาม
MC12 Corsa ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งขันในสนามตามกฎของสมาพันธ์กีฬาแข่งรถนานาชาติ (FIA) ในรุ่น GT โดยได้รับการออกแบบโดย Frank Stephenson ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย Concept Design ของ Ferrari-Maserati Group รถคันนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ V12 48 วาล์ว ขนาด 5,998 ซีซี รหัส M144A มีกำลังอัด 11.2:1 และใช้ระบบอ่างน้ำมันเครื่องแบบ Dry Sump ซึ่งพัฒนามาจากเครื่องยนต์พื้นฐานรุ่น Tipo F140 ที่ใช้ใน Ferrari Enzo
กำลังสูงสุดของ MC12 Corsa นั้นสูงถึง 755 แรงม้า (PS) ที่ 8,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 710 นิวตัน-เมตร (72.3 กก.-ม.) ที่ 6,000 รอบ/นาที เปิดตัวขายครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2006 ด้วยราคาถึง 1,000,000 ยูโร แต่ล่าสุด ผมได้เห็นดีลเลอร์ในสหรัฐอเมริกานำรถคันนี้ (Used Cars) มาตั้งราคาขายสูงถึง 3,000,000 ยูโร!! เนื่องจากรถคันนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานในสนามแข่งเป็นการส่วนตัว หรือใช้ในการจัดแสดงและโปรโมทเท่านั้น ไม่ได้รับการรับรองสำหรับการขับขี่บนถนนทั่วไป
นอกเหนือจากการจัดแสดงเครื่องยนต์รุ่นสำคัญๆ และโครงสร้างเฟรมตัวถังของรถแข่งในอดีตแล้ว ภายในงานยังมีร้านขายของที่ระลึก Maserati Collection Shop ที่มีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ข้าวของเครื่องใช้เล็กๆ น้อยๆ รถโมเดล ไปจนถึงหนังสือขนาดใหญ่เกี่ยวกับแบรนด์ Maserati ให้เลือกซื้ออีกด้วย
ปี 201703MaseratiTrip03PaniniMuseum
จากนั้น เราก็ได้เดินทางต่อไปยังฟาร์ม Hombre ซึ่งเป็นโรงผลิตชีสท้องถิ่นชื่อดัง Parmiggiano Reggiano ฟังดูอาจจะแปลกใจที่เราต้องไปเยือนไร่ที่มีโรงเลี้ยงวัวและโรงบ่มชีสขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยกลิ่นชีสฟุ้งกระจายไปทั่ว แต่เหตุผลนั้นก็คือ ที่นี่คือสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์รถยนต์ส่วนตัวของ Umberto Panini เจ้าของโรงงานทำชีส Hombre ซึ่งเขามีความหลงใหลในรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Maserati อย่างมาก ถึงขั้นสะสมรถสปอร์ตหายากของแบรนด์นี้ไว้ถึง 22 คัน! ซึ่งรายชื่อรถทั้งหมดมีดังนี้:
1934 Maserati 6C 34
1936 Maserati 6CM
1953 Maserati A6GCS 53 “Berlinetta”
1954 Maserati A6G 54 2000 Allemanno
1957 Maserati 250F V12 (คันเดียวกับที่ เจ้าชายปีเตอร์ พระองค์เจ้าพีระฯ ใช้คว้าชัยชนะในการแข่งระดับโลก!)
1958 Maserati 3500 GT
1958 Maserati TIPO 420/M/58 ELDORADO
1961 Maserati TIPO 61 BIRDCAGE DROGO
1961 Maserati TIPO 63 V12 Serenissima
1965 Maserati MISTRAL Coupe
1968 Maserati GHIBLI Coupe
1968 Maserati SIMUN Prototipo
1970 Maserati GHIBLI Spyder
1971 Maserati BORA
1974 Maserati TIPO 124 Italdesign Prototipo
1975 Maserati KHAMSIN
1980 Maserati MERAK SS Turbo Prototipo (สีเหลือง)
1989 Maserati QUATTROPORTE Royale (สีเทา จอดข้าง Merak)
1990 Maserati CHUBASCO Prototipo (สีแดง จอดบนชั้น 2)
1991 Maserati BARCHETTA Stradale Maquette
1996 Maserati GHIBLI Open Cup
2002 Maserati 3200 GT Trofeo
ไม่เพียงเท่านั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเก็บรวบรวมรถยนต์รุ่นหายากอื่นๆ ในอดีตอีกด้วย เช่น รถยนต์ Cadillac Limousine 355 จากสำนักวาติกัน, Mercedes Benz 300SL Gullwing, รถยนต์ Fiat, Alfa Romeo, Lancia หลายรุ่น, รถยนต์ต้นแบบ และจักรยานยนต์โบราณหลากหลายยี่ห้อ รวมถึงจักรยานยนต์ Maserati เองด้วย!
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่เพียงแค่สะสมรถยนต์รุ่นหายากเหล่านี้ไว้ แต่ยังช่วยรักษาบรรดารถยนต์เหล่านี้จากการถูกนำไปประมูลขายมาแล้ว
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1993 เมื่อ FIAT ได้เข้าซื้อกิจการ Maserati จากบริษัท De Tomaso ดังนั้น รถยนต์ในคอลเลคชันเหล่านี้ทั้งหมดจึงถูกส่งไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ของบริษัท รวมถึงงาน Bologna Motor Show ในเดือนธันวาคม 1994
อย่างไรก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม 1996 De Tomaso ได้ยืนยันสิทธิ์ว่า Maserati ต้องคืนรถยนต์และเครื่องยนต์ในพิพิธภัณฑ์ของตนให้กับเขา Maserati