
Maserati Driving Experience: บุกสนามแข่งพร้อมอัปเกรดขุมพลังเพื่อการลงทุนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
ในวันที่ 12 ธันวาคม 2569 การเดินทางเยือนถิ่นกำเนิดแบรนด์ตรีศูล ณ เมืองโมเดนา ประเทศอิตาลี ครั้งนี้ แตกต่างออกไปจากทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง สายรัดข้อมือ RFID พิเศษที่ได้รับจาก MGC Asia เปิดประตูสู่โลกแห่งความเร็ว ประสิทธิภาพ และนวัตกรรม ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบรถสมรรถนะสูงเท่านั้น แต่ยังผสานเข้ากับแนวทางการลงทุนที่กำลังมาแรงอย่าง “รถยนต์ไฟฟ้า” และ “การเงินยุคใหม่” ซึ่งผมกล้าพูดได้ว่า นักลงทุนในตลาดรถยนต์กำลังจับตามองการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างใกล้ชิด
การเดินทางนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อให้คนไทยได้รู้จักแบรนด์ Maserati ผ่านโบรชัวร์หรือภาพถ่ายอีกต่อไป แต่เป็นการพาคณะสื่อมวลชนและกลุ่ม VIP จำนวนกว่า 38 ชีวิต เข้าไป “สัมผัส” รากเหง้าที่แท้จริงของแบรนด์ระดับโลกนี้ถึงถิ่นกำเนิด ซึ่งต้องบอกว่า สถานที่หลายแห่งในกำหนดการนี้ แม้แต่คนที่มีเงินทุนมากพอจะซื้อตั๋วเครื่องบินมาเยือนอิตาลีเอง ก็อาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมชมอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ
มรดกจากสายเลือดแห่งความเร็ว: 755 แรงม้าจากอดีต
ความประทับใจแรกจากการเดินทางเริ่มต้นด้วยการพุ่งตัวสู่ศูนย์ใหญ่และโรงงานผลิตของ Maserati ณ Viale Ciro Menotti, 322, 41100 เมือง Modena ที่นี่เคยเป็นโรงงานเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1939 โดยมีกำลังการผลิตไม่เกิน 500 คันต่อปี ก่อนที่จะพัฒนาสู่การเปิดตัวสำนักงานใหญ่ขนาด 9 ชั้น และโรงงานแห่งใหม่ในปี 1997 อันเป็นช่วงเวลาที่ Ferrari คู่แข่งเก่าแก่ในอดีต เข้ามาช่วยกอบกู้และรวมกิจการให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
ในวันนั้น รถยนต์ Maserati Gran Cabrio จอดเด่นบนแท่นวงแหวนยักษ์สีน้ำเงินเข้ม อันเป็นสีประจำแบรนด์ พร้อมการเปิดตัวของ Maserati Levante S ซึ่งเป็น SUV รุ่นใหม่ที่สร้างความฮือฮาในตลาด ก่อนที่ภายหลังจะพบว่าการตัดสินใจผลิตรถ SUV ของแบรนด์นั้น เป็นหนึ่งใน “โมเดลการลงทุน” ที่พลิกฟื้นงบการเงินของบริษัทได้สำเร็จ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมถึงกับต้องสูดลมหายใจลึกๆ คือการจัดแสดงรถแข่งรุ่นดังอย่าง Maserati MC12 Corsa ปี 2006 รถสปอร์ตที่ผลิตออกมาเพียง 15 คันในโลก (12 คันสำหรับลูกค้า และ 3 คันสำหรับการทดสอบ) โดยรถคันนี้เป็นเวอร์ชันที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนามแข่งตามกฎของสมาพันธ์กีฬาแข่งรถนานาชาติ (FIA) รุ่น GT ขุมพลัง V12 สูบ 65 องศา DOHC 48 วาล์ว ขนาด 5,998 ซีซี พัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องยนต์พื้นฐานรุ่น Tipo F140 ที่ใช้ใน Ferrari Enzo
กำลังสูงสุดถึง 755 แรงม้า (PS) ที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 710 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที เปิดตัวในปี 2006 ด้วยสนนราคา 1 ล้านยูโร แต่สิ่งที่ทำให้วงการรถยนต์ต้องเหลียวมอง คือ การที่ Maserati ในสหรัฐอเมริกา นำรถคันนี้มาขายในตลาดรถยนต์มือสอง (Used Cars) ด้วยราคาที่สูงถึง 3 ล้านยูโร!!! สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง “คุณค่าของการลงทุนในรถสปอร์ตระดับตำนาน” ที่มูลค่าไม่ได้ลดลงตามกาลเวลา แต่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะรถถูกสร้างขึ้นเพื่อวิ่งบนสนามแข่งเท่านั้น
นอกจากนี้ ภายในศูนย์ใหญ่ยังมีร้านขายของที่ระลึก Maserati Collection Shop ที่จำหน่ายตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ข้าวของจุกจิก ไปจนถึงหนังสือขนาดใหญ่เกี่ยวกับแบรนด์ ซึ่งถือเป็นช่องทางการสร้างรายได้เสริมที่สอดคล้องกับแนวคิด “Maserati Lifestyle” ที่บริษัทพยายามผลักดันให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงแบรนด์ในหลากหลายมิติ
การลงทุนที่ไม่ธรรมดา: พิพิธภัณฑ์ Parmigiano Reggiano
จากนั้น คณะผู้ร่วมเดินทางได้ไปยังฟาร์ม Hombre ของ Umberto Panini ผู้ผลิตชีส Parmigiano Reggiano ชื่อดัง การเดินทางมายังไร่ที่มีโรงเลี้ยงวัวและโรงบ่มชีสอาจดูแปลกสำหรับแบรนด์รถหรู แต่เหตุผลเบื้องหลังนั้นลึกซึ้งกว่าที่คิด
Umberto Panini คือเจ้าของโรงงานทำชีสผู้ชื่นชอบรถยนต์เป็นชีวิตจิตใจ และเขายังเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สะสมรถยนต์ Maserati ไว้ถึง 22 คัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนในรถยนต์ (Car Investment) โดยเฉพาะรุ่นคลาสสิก เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจไม่แพ้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือการลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยง
รายการรถยนต์สะสมของเขา ได้แก่:
1934 Maserati 6C 34
1936 Maserati 6CM
1953 Maserati A6GCS 53 “Berlinetta”
1954 Maserati A6G 54 2000 Allemanno
1957 Maserati 250F V12 (คันที่ได้รับพระราชทานจาก พระเจ้าพีระฯ)
1958 Maserati 3500 GT
1958 Maserati TIPO 420/M/58 ELDORADO
1961 Maserati TIPO 61 BIRDCAGE DROGO
1961 Maserati TIPO 63 V12 Serenissima
1965 Maserati MISTRAL Coupe
1968 Maserati GHIBLI Coupe
1968 Maserati SIMUN Prototipo
1970 Maserati GHIBLI Spyder
1971 Maserati BORA
1974 Maserati TIPO 124 Italdesign Prototipo
1975 Maserati KHAMSIN
1980 Maserati MERAK SS Turbo Prototipo (คันสีเหลือง)
1989 Maserati QUATTROPORTE Royale (คันสีเทา)
1990 Maserati CHUBASCO Prototipo (คันสีแดง)
1991 Maserati BARCHETTA Stradale Maquette
1996 Maserati GHIBLI Open Cup
2002 Maserati 3200 GT Trofeo
นอกเหนือจากรถยนต์ Maserati แล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเป็นที่เก็บรักษารถยนต์รุ่นหายากอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Cadillac Limousine จากวาติกัน, Mercedes Benz 300SL Gullwing, รถ Fiat, Alfa Romeo, Lancia รวมทั้งจักรยานยนต์โบราณ และจักรยานยนต์ Maserati
สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่าง คือ การที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สามารถรักษาบรรดารถยนต์เหล่านี้ไว้จากการถูกนำไปประมูลขายได้ จากข้อมูลที่ได้รับ ทราบว่าเมื่อปี 1993 FIAT ได้ซื้อกิจการ Maserati จาก De Tomaso แต่ในปี 1996 De Tomaso ได้ยืนยันสิทธิ์ในการขอคืนรถยนต์และเครื่องยนต์ในพิพิธภัณฑ์ของตน ด้วยเหตุนี้ Maserati มีงบประมาณจำกัดในการซื้อคืนรถทั้งหมด จึงตัดสินใจนำรถทั้งหมด 19 คัน ไปประมูลที่ Brook Auction House ในกรุงลอนดอน
แต่ข่าวดังกล่าว ได้ไปถึงหูเทศบาลเมือง Modena หลายฝ่าย จึงร้อนอาสน์ในการหาทางออก นาย Walter Veltroni รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้น และนายกเทศมนตรีเมือง Modena ได้ร่วมมือกันหาทางออกเพื่อไม่ให้สมบัติประจำชาติเหล่านี้ต้องถูกนำไปประมูลขายในต่างแดน
Umberto Panini จึงเข้ามาเป็นผู้กอบกู้ โดยตัดสินใจซื้อรถทั้งหมดนี้ก่อนการประมูลไม่นาน และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าชม แลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นศูนย์รวมของกลุ่มคนรักแบรนด์ Maserati จากทั่วโลก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนักลงทุน การพลาดโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ หรือการปล่อยให้ “ผู้เล่นที่มีวิสัยทัศน์” เข้ามาคว้าโอกาสนั้น อาจทำให้คุณเสีย “รถหรูในฝัน” ไปตลอดกาล
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมถึงตุลาคมเท่านั้น (ปิดในช่วงเดือนมกราคม, กุมภาพันธ์, สิงหาคม, พฤศจิกายน, และธันวาคม) โดยต้องเข้าชมเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป และต้องลงทะเบียนจองวันและเวลาก