
Lotus Carlton และ Lotus Omega: สปอร์ตซีดานตัวแรง ที่ต้อง “แบน” โดยรัฐบาลอังกฤษ!
อัปเดตปี: 2026
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 1993 เกิดเหตุการณ์โจรกรรมรถยนต์ระดับบิ๊กจากบ้านหลังหนึ่งในมณฑล West Midlands ของประเทศอังกฤษ เจ้าของรถจึงต้องแจ้งความกับทางตำรวจ
รถคันนั้นคือ Lotus Carlton รถซีดานขนาดใหญ่สีเข้มจัดจนแทบกลายเป็นสีดำเมื่ออยู่ในแสงน้อย เป็นรถที่ราคาสูงลิ่วในยุคนั้น หากเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ เงินที่จะซื้อรถคันนี้ในสมัยนั้น อาจพอที่จะซื้
Porsche Taycan GTS ในประเทศอังกฤษปัจจุบันได้เลย ทีเดียว หมายเลขทะเบียนรถคันนี้คือ 40 RA
หลังจากนั้นไม่นาน ทางตำรวจก็ต้องเจอฝันร้าย เพราะแก๊งอาชญากรกลุ่มหนึ่งได้ใช้รถยนต์ Lotus Carlton คันนี้ในการปล้นร้านค้าต่าง ๆ ในช่วงกลางดึก พวกมันขับรถเข้ามา Ram Raid หรือใช้รถพังกระจกหน้าร้านเพื่อบุกเข้าไปขโมยเหล้าและบุหรี่ เป็นเหตุการณ์ที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปวดหัวอย่างมาก
ทำไมตำรวจถึงตามรถคันนี้ไม่ทัน?
ปัญหาใหญ่คือ ถึงแม้ Lotus Carlton จะเป็นรถเก๋งซีดาน 4 ประตู คันโต น้ำหนักเยอะ ที่ออกแบบมาเพื่อความแข็งแรง แต่ความแรงของมันกลับสวนทางกับขนาดตัวถังอย่างมาก โรงงานเคลมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ไว้ที่เพียง 5.2 วินาที และความเร็วสูงสุดก็ถูกประมาณการไว้ต่ำสุด ๆ ที่ 280 กม./ชม. ซึ่งรถตำรวจความเร็วสูงของอังกฤษในยุคนั้น อย่าง Vauxhall Senator 3.0 24v มีแรงม้าน้อยกว่าเกือบครึ่ง ทำให้ไม่สามารถตามจับรถคันนี้ได้เลย แม้ว่าคนร้ายจะขนโจรถึง 4 คนพร้อมของกลางเต็มท้ายรถก็ตาม
ไม่ว่าตำรวจจะพยายามใช้เฮลิคอปเตอร์ก็ตาม ก็ยังคงไม่สามารถตามรถคันนี้ทัน เหตุการณ์นี้ทำให้สื่อต่าง ๆ ในขณะนั้นต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมที่รถเก๋งธรรมดาคันหนึ่งจะมีประสิทธิภาพแรงสูงถึง 280 กม./ชม. จนเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษ สั่งแบนรถรุ่นนี้ ไปจากท้องตลาดทันที!
Lotus Carlton/Omega: ตำนาน Supercar Killer แห่งยุค
ถึงแม้จะถูกโจมตีอย่างหนัก สุดท้ายการแบนรถรุ่นนี้ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะทาง General Motors Europe ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโปรเจกต์นี้ ได้ตัดสินใจเลิกผลิตรถรุ่นนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 1992
อย่างไรก็ตาม ตำนานของ Lotus Carlton ทะเบียน 40 RA ก็ยังคงตราตรึงใจเหล่าคนรักรถในอังกฤษมาเป็นระยะเวลานาน แม้เจ้าของรถตัวจริงเคยออกมายืนยันว่ารถได้ถูกทำลายทิ้งไปแล้ว แต่ก็ยังมีเจ้าของ Lotus Carlton คนอื่นที่พยายามค้นหาป้ายทะเบียนนี้มาใส่รถของตน เพื่อรำลึกถึงรถสปอร์ตซีดานที่แรงที่สุดในยุคนั้น ซึ่งไม่มีรถรุ่นใดมาโค่นสถิติได้นานกว่า 10 ปี และแรงจนถึงขั้นมีคนพยายามจะแบนรถรุ่นนี้ออกไปจากท้องถนน แม้จะเลิกผลิตไปแล้วก็ตาม
วันนี้ เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวของ Lotus Carlton และ Lotus Omega ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง Opel/Vauxhall และ Lotus Cars ในการสร้างสุดยอดสปอร์ตซีดานที่แรงที่สุดในยุค!
ประวัติ Lotus Cars: จากเครื่องบินสู่แชมป์ Formula 1
ก่อนจะเข้าสู่เรื่อง Lotus Carlton/Omega เรามาย้อนดูประวัติของ Lotus Cars แบบสั้น ๆ กันก่อน
อย่างที่หลายท่านน่าจะคุ้นเคยกันดี Lotus Cars คือบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในหมู่บ้าน Hethel เมือง Norfolk โดยมีผู้ก่อตั้งคือ Colin Chapman ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารของ Geely จากประเทศจีน ซึ่งเข้ามาถือหุ้นใหญ่ต่อจาก Proton ของมาเลเซีย ที่เคยถือหุ้นสูงสุดอยู่เป็นเวลานาน
Colin Chapman เป็นนักออกแบบที่เริ่มต้นจากการคำนวณทางอากาศและอากาศพลศาสตร์ ก่อนจะผันตัวมาออกแบบรถยนต์ในปี 1948 เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากมายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Lotus Cars เติบโตอย่างรวดเร็วจากการออกแบบรถแข่ง จนสามารถส่งรถเข้าร่วมการแข่งขันรายการระดับโลกอย่าง Formula 1 ได้ในปี 1958
นอกจากรถแข่งแล้ว Lotus Cars ยังรับออกแบบรถยนต์สำหรับ “กลุ่มคนที่รักการขับขี่อย่างแท้จริง” เราต้องแยกแยะรถของ Lotus ในยุคแรกออกจากรถสปอร์ตสำเร็จรูปทั่วไป เพราะรถอย่าง Lotus 6 และ Lotus 7 นั้น ถูกจัดอยู่ในประเภท Kit Car หรือรถที่จำหน่ายในรูปแบบชิ้นส่วน ซึ่งลูกค้าสามารถนำไปติดตั้งเครื่องยนต์ที่หลากหลายได้ตามความต้องการในการแข่งขัน หรือเพื่อเพิ่มสมรรถนะสูงสุด แม้แต่ในทุกวันนี้ Lotus 7 ก็ยังคงถูกผลิตโดยบริษัท Caterham โดยดีไซน์แทบไม่แตกต่างจากแบบดั้งเดิมที่ Colin Chapman เคยออกแบบไว้เลย
ในยุค 1960 และ 1970 Lotus ยังคงผลิต Lotus 7 อย่างต่อเนื่อง แต่เพื่อขยายตลาดให้กว้างขึ้น บริษัทจึงได้ออกแบบรถสำเร็จรูปอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น Lotus Elan, Lotus Europa และ Lotus Esprit รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลาง ที่โด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อถูกนำไปใช้เป็นรถพระเอกในภาพยนตร์ชุด James Bond ตอน The Spy Who Loved Me ในปี 1977
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น Lotus ยังเป็นบริษัทที่รับปรึกษาด้านวิศวกรรมให้กับบริษัทรถยนต์อื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากเมื่อรู้ว่า Porsche เองก็เคยเป็นบริษัทที่ให้บริการดังกล่าวในอดีตเช่นกัน บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตที่มีจำนวนน้อยมักมีทุนทรัพย์จำกัดและไม่สามารถออกแบบชิ้นส่วนที่ใช้ต้นทุนสูงอย่างเครื่องยนต์ หรือชิ้นส่วนที่ต้องผลิตในปริมาณมาก (Economy of Scale) ได้
Lotus จึงรับจ้างบริษัทอื่น ๆ ในการช่วยพัฒนารถยนต์หรือเครื่องยนต์ ในช่วงที่ Lotus เริ่มผลิตรถของตัวเองแบบสำเร็จรูป บริษัทได้หันไปซื้อเครื่องยนต์จาก Ford มาติดตั้งฝาสูบแบบ Double Overhead Camshaft (DOHC) ซึ่งความสัมพันธ์นี้เองที่ได้นำไปสู่การร่วมมือครั้งแรกของ Lotus กับบริษัทใหญ่อย่าง Ford
Ford และ Lotus จับมือกันสร้างรถยนต์ โดยใช้พื้นฐานจากรถครอบครัว Ford Cortina ติดตั้งเครื่องยนต์ของ Lotus-Ford ขนาด 1.6 ลิตร และมีเป้าหมายเพื่อใช้ในการแข่งขัน ทั้งรายการทางเรียบอย่าง Touring Car และการแข่งขันทางฝุ่นอย่าง Rally Car รถรุ่นนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากและสร้างชื่อเสียงให้กับทั้ง Ford และ Lotus
Lotus ซึ่งขยายกิจการมาอย่างต่อเนื่อง กลับต้องประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักในช่วงยุค 1980 เพราะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ รถสปอร์ตราคาแพงที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจในชั่วข้ามคืน ในช่วงนี้เองที่ Lotus เริ่มหันไปจับมือกับบริษัทอื่น ๆ มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับ Toyota ในปี 1982 เพื่อช่วยในการออกแบบรถสปอร์ตอย่าง Toyota Celica XX รวมไปถึงการให้แนวคิดในการสร้าง Toyota MR2 AW11 รุ่นแรกด้วย Lotus สามารถใช้ระบบเกียร์และชิ้นส่วนอื่น ๆ ของ Toyota ในการผลิตรถสปอร์ตของตัวเองทั้ง Lotus Excel และ Lotus Esprit เช่น สวิตช์ปุ่มต่าง ๆ ระบบเกียร์ ไฟท้าย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นชิ้นส่วนที่ต้องอาศัย Economy of Scale เพื่อให้มีราคาที่เข้าถึงได้
นอกจากนี้ Colin Chapman ยังได้ไปร่วมมือกับ John Z. Delorean ผู้ก่อตั้งบริษัท DMC หลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อรถยนต์ DMC Delorean ซึ่งใช้แชสซีของ Lotus Esprit เป็นพื้นฐานในการออกแบบ
แน่นอนว่าความร่วมมือกับ Delorean นี้เอง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Colin Chapman ต้องเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาว่ายักยอกเงินของรัฐบาลอังกฤษที่อนุมัติให้เงินสนับสนุนการก่อตั้งโรงงานในไอร์แลนด์เหนือไปเป็นจำนวนหลายสิบล้านปอนด์ Colin Chapman เสียชีวิตในวันที่ 16 ธันวาคม 1982 จากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
แม้ผู้ก่อตั้งจะจากไปแล้ว บริษัทก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป กลุ่มทุนใหม่จึงเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อพยุงบริษัท