![[ครบชุด] T1009641_เพราะความเห นแก ต ว เธอเก อบพลาดบางอย าง](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260918_134211.jpg)
MASERATI GRANCABRIO FOLGORE 2026: สุดยอดรถสปอร์ตเปิดหลังคาไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตลาดพรีเมียม
ตั้งแต่ปี 2026 แวดวงยานยนต์หรูของไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ท้าทาย เมื่อเทคโนโลยีดั้งเดิมพบกับนวัตกรรมแห่งอนาคต สำหรับแฟนๆ มาเซราตีตัวจริง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การอัปเกรด แต่เป็นการปฏิวัติวงการรถสปอร์ตเปิดประทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏตัวของ “Maserati Grancabrio Folgore” ซึ่งเป็นการตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของแบรนด์ตั้งแต่ก่อตั้งมาเกือบศตวรรษ
การเดินหมากเชิงกลยุทธ์ของ มาเซราตี ในการนำเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า (EV) มาสู่กลุ่มรถยนต์หรูเปิดประทุนสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมในการจับกระแสการเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้บริโภคที่มุ่งเน้นการลดคาร์บอนและความยั่งยืน โดยที่ไม่ละทิ้งเอกลักษณ์ความเป็นผู้ดีและสมรรถนะสูงสุดที่แฟนพันธุ์แท้ของตรีศูล (Maserati) คุ้นเคย
เข้าใจความแตกต่างของ Maserati Grancabrio: วิวัฒนาการจากเครื่องยนต์สันดาปสู่ยุคไฟฟ้า
หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของสายการผลิต Grancabrio นั้น เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2010 เพื่อเป็นรุ่นเปิดประทุนของ Maserati GranTurismo ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นรถ Grand Tourer (GT) ระดับตำนานตลอดทศวรรษที่ 2010 ถึง 2019 ด้วยเครื่องยนต์ V8 ที่ให้เสียงคำรามดุดันและสมรรถนะที่เหนือชั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รับการปลดประจำการเพื่อรอการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ สายการผลิตรถเปิดประทุนนี้ได้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ล้ำสมัยยิ่งกว่าเดิม
ในปี 2024 ที่ผ่านมา มาเซราตีได้เปิดตัว Maserati Grancabrio Trofeo ซึ่งเป็นรุ่นเครื่องยนต์เบนซินที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณของรถ GT ดั้งเดิมไว้ได้อย่างครบถ้วน ตัวถังยาว 4.966 ม. กว้าง 1.957 ม. และสูง 1.365 ม. พร้อมเครื่องยนต์ V6 ทวินเทอร์โบขนาด 2,992 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 542 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.6 วินาที และความเร็วสูงสุด 316 กม./ชม.
แต่ในปี 2026 นี้ โฟกัสหลักกำลังพุ่งเป้าไปที่ Maserati Grancabrio Folgore ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของแบรนด์ในฐานะรถเปิดประทุนระดับหรูคันแรกของยุโรปที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% และกลายเป็นหนึ่งในรถเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าที่ทรงพลังที่สุดในตลาดปัจจุบัน ด้วยราคาเริ่มต้นที่อาจแตะหลักสิบล้านบาทในไทย สะท้อนถึงระดับของพรีเมียมและความพิเศษที่หาได้ยากในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
Grancabrio Folgore: ประสิทธิภาพจากสนามแข่งสู่ถนนจริง (Experience & Expertise)
สำหรับผู้ที่ติดตามวงการมอเตอร์สปอร์ต มาเซราตีไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นกับการใช้พลังงานไฟฟ้า พวกเขาได้สั่งสมประสบการณ์จากสนามแข่งระดับโลกอย่าง Formula E อย่างจริงจังตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำมาต่อยอดและปรับใช้กับ Maserati Grancabrio Folgore อย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อให้มั่นใจว่าแม้จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่มันก็ยังคงความเป็น Maserati อย่างแท้จริง
ตัวถังของ Folgore มีมิติเดียวกับรุ่นเบนซิน คือ ยาว 4.966 ม. กว้าง 1.957 ม. และสูง 1.365 ม. ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่พอสมควรสำหรับรถสปอร์ต 4 ที่นั่ง แต่ที่น่าสนใจคือ น้ำหนักตัวถังที่มากถึง 2,340 กิโลกรัม แม้ว่าจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า แต่การติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ทำให้ความเปลี่ยนแปลงเรื่องน้ำหนักมีผลต่อการควบคุมรถอย่างมาก
หัวใจของความเร็ว: ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่เหนือกว่า
Maserati Grancabrio Folgore 2026 ใช้ระบบขับเคลื่อนทุกล้อ (AWD) ที่ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาจากรถแข่ง Formula E:
มอเตอร์ด้านหน้า (Front Motor): ขนาด 300 กิโลวัตต์ (ประมาณ 408 แรงม้า)
มอเตอร์ด้านหลัง (Rear Motors): สองตัวแยกอิสระ ควบคุมแรงบิดแยกซ้าย-ขวา เพื่อการควบคุมรถสูงสุด (Torque Vectoring)
มอเตอร์ทั้งหมดทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 1 จังหวะ และชุดแบตเตอรี่ LITHIUM-ION (ลิเธียม-ไอออน) ความจุรวม 92.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง (ใช้งานจริง 83 กิโลวัตต์ชั่วโมง) ซึ่งถือเป็นขนาดมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นพรีเมียมในปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้คือกำลังรวมสูงสุดถึง 560 กิโลวัตต์ (762 แรงม้า) หากกดคันเร่งจนสุดระบบจะดึงพลังออกมาสูงสุดถึง 610 กิโลวัตต์ (830 แรงม้า)
สมรรถนะเทียบเท่าซูเปอร์คาร์: อัตราเร่งที่คุณต้องทึ่ง
แน่นอนว่าผู้ซื้อที่กำลังพิจารณารถยนต์ระดับนี้ มองหามากกว่าแค่แบรนด์หรู พวกเขาต้องการสมรรถนะที่เร้าใจ และ Maserati Grancabrio Folgore ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยกำลังมหาศาล มอเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบสนองทันทีทำให้รถรุ่นนี้มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.8 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายใน 9.1 วินาที ซึ่งความเร็วระดับนี้ทำให้รถพลังงานไฟฟ้าคันนี้ก้าวขึ้นไปอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับซูเปอร์คาร์ระดับท็อปของโลก
สำหรับความเร็วสูงสุดอาจถูกจำกัดไว้ที่ 290 กม./ชม. เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบ แต่ในแง่ของการหยุดรถนั้น ระบบเบรกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ สามารถหยุดรถที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ให้อยู่ที่ระดับ 0 ได้ในระยะไม่ถึง 37 เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถสปอร์ตขนาดใหญ่
ความอึดและระยะทาง: ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ถูกแก้ไขแล้ว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคไฟฟ้าให้ความสนใจคือ ระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนลังเลที่จะหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ Maserati Grancabrio Folgore 2026 ถือว่าทำได้ดีมากด้วยอัตราสิ้นเปลืองพลังงานเฉลี่ย 22.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. และสามารถวิ่งได้ไกลถึง 447 กม. ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการเดินทางแบบ Grand Tourer ทั่วไป
การเลือกโหมดขับขี่ก็มีให้เลือกครบครันถึง 4 ระดับ คือ MAX RANGE (โหมดประหยัด), GT (โหมดท่องเที่ยว), SPORT (โหมดสปอร์ต) และ CORSA (โหมดสนามแข่ง) เพื่อตอบสนองทุกสไตล์การขับขี่ของผู้บริโภค
เทคโนโลยีและดีไซน์: การผสมผสานความลักชัวรีและนวัตกรรม (Premium Electric Cars)
Maserati Grancabrio Folgore ไม่ได้เน้นเพียงแค่สมรรถนะ แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience) และการออกแบบที่สะท้อนความเป็นแบรนด์ได้อย่างชัดเจน
ประทุนผ้าใบ (Soft Top): เช่นเดียวกับรุ่นเครื่องยนต์ ประทุนหลังคาเป็นแบบผ้าใบ (Soft Top) ที่เปิด/ปิดด้วยการกดปุ่มขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียง 14 วินาทีสำหรับการเปิด และ 16 วินาทีสำหรับการปิด ซึ่งให้ความรู้สึกคลาสสิกของรถเปิดประทุน แต่มาพร้อมความสะดวกสบายแบบรถยุคใหม่
ตัวเลือกสีประทุน (Roof Colors): เพื่อเพิ่มความพิเศษและตอบสนองรสนิยมของแต่ละบุคคล มาเซราตีได้เสนอตัวเลือกสีของผ้าประทุนถึง 5 สี ได้แก่ สีดำ (Black), สีฟ้า (Blue Marine), สีเทา (Titan Grey), สีครีมเทา (Greige) และสีแดง (Granata) การเลือกสีประทุนให้เข้ากับสีตัวถังจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความแตกต่าง
ความประหยัดที่ซ่อนอยู่ (Cost Savings): แม้ว่าราคาซื้อเริ่มต้นที่อาจสูงกว่ารถน้ำมัน แต่ด้วยการใช้